Author Archives: batguano100

การทำปุ๋ยหมักมูลวัว หรือปุ๋ยคอกหมัก

นับจากวันที่ผมเริ่มทำการเกษตรมา สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างมากในการทำเกษตร นั่นก็คือ ปุ๋ย แต่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ ผมให้คำจำกัดความมันว่า ต้องปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและจนส่งถึงมือผู้บริโภค ผลผลิตที่เราปลูก เราต้องทานได้เช่นกัน และผมพบกับคำว่า เกษตรอินทรีย์ ซึ่งมันตอบโจทย์ในความหมายในแบบที่ผมต้องการ

       ปุ๋ย คำ ๆ นี้ก็คือ อาหารของพืช ที่เมื่อพืชได้รับไปแล้ว จะทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงามนั่นเอง การทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องใช้ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นเช่นกันครับ ต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้หมู หรือแม้กระทั้งปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้ เศษพืชผักผลไม้ และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายในชุมชนของเราก็คือ ปุ๋ยคอก(ปุ๋ยขี้วัว) นี่เอง

และหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า เมื่อได้ปุ๋ยคอกมาแล้ว ก็นำไปใส่พืชเลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่ ไม่ผิดครับ แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกจะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่วัน

ทั้งนี้ปุ๋ยคอกสด ๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้ใบเหลืองซีดครับ

การทำปุ๋ยคอกหมัก

       เพราะเหตุนี้เอง เราจึงจำเป็นต้องทำปุ๋ยคอกหมัก เพื่อให้ผ่านกระบวนการย่อยสลาย และพืชก็จะสามารถนำสารอาหารในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย ทราบไหมครับว่า ตอนที่ผมทำปุ๋ยคอกหมักแล้วตักใส่กระสอบทิ้งไว้วันแรก ๆ เป็นยังไง ตัวปุ๋ยคอกหมักเองมันร้อนมากเลยครับ

เนื่องจากตอนนี้เองมันจะเกิดกระบวนการย่อยสลาย และถ้าเราไม่หมักก่อน นี่ก็จะเป็นสิ่งที่พืชจะได้รับ แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจจะกลายเป็นโทษแทนก็ได้นะครับ

       ทั้งนี้ลองสังเกตจากที่เราเคยทำมาได้ครับ เรานำปุ๋ยคอกมาใหม่ ๆ อยากให้พืชเจริญเติบโตดี จัดเต็ม ใส่ไม่ยั้ง หวังว่าพืชจะงอกงาม แต่สุดท้ายใบเหลืองเฉยเลย ทั้งที่เราก็เข้าใจว่าเราใส่ปุ๋ยดี ๆ ให้กับพืชแล้ว

เพราะฉะนั้น ก่อนใช้เราจึงควรหมักปุ๋ยคอกหรือนำไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย การปลูกพืชถ้าเราใส่ใจเขา ดูแลเขาดี ๆ เขาก็จะเจริญเติบโตงอกงามมาให้เราได้ชื่นชมครับ ขอเพียงเข้าใจหลักการของธรรมชาติเท่านั้นก็พอ

       การทำปุ่ยคอกหมัก ที่ผมจะมาแนะนำสำหรับวันนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราสามารถนำไปใช้กับพืชเกษตรของเรา ถ้าใครมีปุ๋ยคอกมาก ก็สามารถนำไปใช้ได้กับพืชไร่ก็ได้ครับ หรือจะหมักไว้ใช้เองกับพืชผักสวนครัวของเราก็ได้เช่นกัน

และผมก็ได้สรุปออกมาเป็นขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ทำง่าย ประหยัดเวลาของคุณ ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง เพราะตอนนี้ผมได้คัดเฉพาะ ลองถูก มาไว้ให้แล้ว ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยครับ

ส่วนประกอบของ การทำปุ๋ยคอกหมัก

1.ปุ๋ยคอก          1 ส่วน (1 กระสอบ)

2.แกลบ            1 ส่วน (1 กระสอบ)

3.รำ                1 ส่วน (1 กระสอบ)

4.น้ำ EM ขยาย   1 ลิตร วิธีทำน้ำ EM ขยาย

5.กากน้ำตาล      1 ลิตร

6.น้ำสะอาด       25 ลิตรหรือมากกว่า ซึ่งจะอธิบายในขั้นตอนการทำ


เริ่มกันเลยครับ

ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้ง
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้วก็ไม่ต้องตากนะครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อปุ๋ยคอกแห้งแล้ว ก็เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ปุ๋ยคอก ,รำ ,ข้าวเปลือก = 1:1:1
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้น
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาพอสมควรครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อเข้ากันแล้ว จะได้ตามภาพด้านล่าง
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เติมน้ำ EM ขยาย และกากน้ำตาลที่เตรียมไว้ ผสมน้ำให้เข้ากัน
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
นำไปรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ ถ้าไม่มีบัวรดน้ำใช้ขันตักไปก็ได้ครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้เวลาพอสมควรครับ ลองใช้มือบีบดู ไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป
อย่างที่บอกตอนต้น ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีกได้เลยโดยไม่จำเป็นต้อง 25 ลิตรเป๊ะ แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อย ๆ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เสร็จแล้วตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรกผมปิดปากถุง ปรากฎว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก เราจึงจำเป็นต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเองเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาว ๆ อยู่ทั่วไปครับ
การทำปุ่ยคอกหมัก
ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือขยำดูรู้สึกว่าจะเป็นขุย ๆ แล้วครับ
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาขย้ำดู สังเกตดูว่าฝุ่นคลุ้งเลยครับ
PHOTO_20160301_174850
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้กับผลผลิตของเราได้แล้วครับ
ตอนนี้ผมนำกระสอบมาเทนะครับ ที่เป็นก้อนก็ใช้มือขย้ำให้แตก รู้สึกว่าจะแตกง่าย ๆ เลยครับ
PHOTO_20160301_180539
PHOTO_20160301_180526
ตอนนี้ก็สามารถนำไปใส่ผลผลิตของเราได้แล้ว ของผมจะเป็นกล้วยหอมทอง และพืชผักสวนครับ
PHOTO_20160301_180338
PHOTO_20160301_175450
PHOTO_20160301_180928
PHOTO_20160301_181837
ส่วนนี่พืชผัก หรือสตอเบอรี่ก็ใส่ได้ครับ
PHOTO_20160301_175717
PHOTO_20160301_175813
PHOTO_20160301_175825
PHOTO_20160301_175634
PHOTO_20160301_175844

Cr : https://www.organicfarmthailand.com/how-to-make-fermented-manure/

การทำปุ๋ยหมักด้วยพด.1

การทำปุ๋ยหมักโดยใช้พด 1

ช่วงนี้อากาศแห้งแล้ง หมอกควันที่เกิดจากการเผาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน รถยนต์  การเผาไหม้ของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้น   ถ้าเราต้องการลดมลภาวะก็มีวิธีแก้ไขอยู่หลายวิธี  เช่น นำเศษวัสดุ ใบไหม้มาทำปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุมีวิธ๊การดังนี้ คือ

  1. นำเศษวัสดุเช่น ใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า  1  ตัน

2.    ปู๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ

  1. เชื้อพด1 1 ซอง  โดยเอาเชื้อละลายน้ำทิ้งไว้ประมาณ  15 นาทีเพื่อให้เชื้อมีชีวิต
  2. นำเศษพืชมากองรวมกัน 1 ชั้น  ชั้นที่ 2 ปุ๋ยคอก เรียงสลับกันไปเช่นนี้เรื่อย แต่ไม่ควรกองเกิน  1.5 เมตร และต้องรดน้ำให้ชุ่มทุกชั้น
  3. รดเชื้อพด 1 ที่ละลายน้ำไว้แล้วให้ทั่วทุกชั้น
  4. หมั่นกลับกองและรดน้ำเพื่อลดความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อ
  5. ประมาณ  2 เดือนปุ๋ยคอกจะสลายไปสามารถนำไปใช้ได้

งานวิจัย  การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีรพงษ์  สว่างปัญญางกูร  คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

วิธการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการนำไปใช้ประโยชน์

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1  โดยมีวัตถุดิบมีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น  วิธีการ คือ

1. มูลสัตว์  1 ส่วน โดยปริมาตร มาคลุกผสมรดน้ำให้ชุ่มและมูลสัตว์คลุกให้เข้ากัน แล้วขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า  1.50 เมตร  ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ ที่มีการคลุกเคล้าเศษพืชและมูลสัตว์ให้ทั่วถึงนั้นก็เพื่อให้         จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน(อยู่ในเศษพืช)และธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ทำให้การย่อยสลายเซลล์รวดเร็วขึ้น

2. กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตร จะทำให้สามารถกักเก็บความร้อนที่เกิดปฎิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์ไว้ได้ในกองปุ๋ยความร้อนนี้จะเหมาะสำหรับจุลินทรีย์ชนิดที่ชอบความร้อนสูง ที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าสู่กองปุ๋ยอากาศที่ไหลเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้จะช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ ทำให้ไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสีย และต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา โดยรดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า  และใช้ไม่แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างรูประมาณ 40 เซนติเมตร โดยทำห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำแล้วปิดรูเพื่อไม่ให้ความร้อนสูญเสียไป หลังจากครบ 60 วันแล้ว ปุ๋ยจะเหลือสูงเพียง  1 เมตร หลังจากนั้นกองทิ้งไว้เฉยๆ หรือเกลี่ยผึ่งแดดให้แห้งอีกประมาณ 7 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวเมื่อแห้งดีแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้

กลยุทธ์การทำนาอินทรีย์ บำรุงข้าวด้วยน้ำหมักมูลค้างคาว

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ  ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร  ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง  ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา  จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

นางทองแดง คำผอง เกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญา

ปัจจุบันแม่ทองคำ ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ เป็นข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6,กข.8 และ กข.12  และไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด เช่น  กอไผ่  มันสำปะหลังยางพาราและต้นยูคาลิปตัส  โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทั้งหมด ไม่มีสารเคมีเจือปนเลย 100%

ขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์ ตามวิธีการของ แม่ทองแดง คำผองคำบ่อ

1.การเตรียมดิน

– ไถกลบหญ้าเพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ประมาณวันที่ 20 พ.ค. โดยการไถกลบนี้เป็นการไถกลบพืชทั้งหมดที่อยู่ในนาข้าวเพื่อใช้เป็นปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน  ทิ้งไว้จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน ก็เริ่มหว่านกล้า ต่อจากนั้นในวันที่ 20 สิงหาคม จึงเริ่มปักดำนาได้เลย

2.พันธุ์ข้าวที่ปลูก

– ในพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด แบ่งออกเป็น 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ กข.6  จำนวน 7 ไร่ / พันธุ์ กข.8 จำนวน 5 ไร่ และพันธุ์ กข.12 จำนวน 12 ไร่  ซึ่งพันธุ์ข้าวทั้งหมดนั้นได้รับมาจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสกลนคร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

3.การบำรุงดิน

– การบำรุงดินนั้นจะใช้จุลินทรีย์น้ำมูลค้างคาวฉีดพ่นก่อนการไถกลบดิน ซึ่งจะทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว  แต่ต้องฉีดพ่นน้ำจุลินทรีย์มูลค้างคาวตอนเช้ามืดก่อน 9 โมงเช้าหรือฉีดพ่นตอนเย็นที่แดดร่มลมตก เพราะจุลินทรีย์นั้นไม่ชอบแสงแดด  จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ลดลง  ซึ่งการไถกลบตอซังหรือฟางข้าวแห้งและใช้น้ำหมักจุลินทรีย์มูลค้างคาวฉีดพ่นนี้เป็นการบำรุงดินที่ดีมาก เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินได้อย่างเหมาะสม  จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าน้ำในไร่นาจะออกเป็นสีแดง

4.ปุ๋ยและปริมาณการใช้

– ใช้ปุ๋ยคอก ซึ่งเป็นปุ๋ยขี้วัว / ปุ๋ยขี้หมู  เอามาผสมกับแกลบดำและแกลบขาวในสัดส่วน 1:1:1

– ใช้น้ำหมักชีวภาพมูลค้างคาวฉีดพ่นตอนเตรียมดิน

-ใช้น้ำหมักชีวภาพ คือ น้ำพ่อ/น้ำแม่ และ กรดนม ฉีดพ่นตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ประมาณ 3-5 วัน ฉีดพ่นครั้งหนึ่ง

-ปริมาณการใช้ปุ๋ยคอกในพื้นที่นา 17 ไร่ นั้น จะใช้ปุ๋ยคอกทั้งหมด 2 ตันครึ่ง ซึ่งจะใส่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มปักดำ  ราคาของปุ๋ยคอกนั้นอยู่ที่กระสอบละ 15 บาท ( 1 กระสอบน้ำหนักประมาณ 25-27 กิโลกรัม)

5.ต้นทุนการผลิต

– ค่าปุ๋ยคอก ใช้จำนวนทั้งสิ้น 2 ตันครึ่ง ต่อพื้นที่ 17 ไร่ ซื้อมาใช้ในราคากระสอบละ 15 บาท น้ำหนักต่อกระสอบนั้นประมาณ 25-27 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 100 กระสอบต่อพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่  เป็นเงินเท่ากับ 15,000 บาท

-ค่าจ้างไถไร่ละ 200 บาท พื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เป็นเงินเท่ากับ 3,400 บาท

– รวมต้นทุนการผลิตปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ 17 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น  18,400 บาท

6.ผลผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์

– ผลผลิตที่ได้รับหลังจากที่คุณป้าแดง เริ่มหันมาทำการเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปีนี้เริ่มเข้าปีที่ 4  ผลผลิตที่ได้รับนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี คือ

– ปี 2548 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  150  หมื่น

– ปี 2549 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  200  หมื่น

-ปี 2550 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  272  กระสอบๆละ 25-27 กิโลกรัม หรือประมาณ 6,800  กิโลกรัม  หรือเท่ากับ  567  หมื่น **หมายเหตุ** 1  หมื่นเท่ากับ  12  กิโลกรัม

7.ราคาและข้อแตกต่างระหว่างข้าวสารเคมีกับข้าวสารเกษตรอินทรีย์

– ความแตกต่างของราคาข้าวต้น คือ ราคาข้าวต้นของข้าวที่ปลูกโดยใช้สารเคมีนั้นอยู่ที่หมื่นละ 65 บาท  ส่วนราคาข้าวต้นของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นอยู่ที่หมื่นละ 100 บาท

-เมล็ดข้าวสารของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นจะมีความหอมและนุ่มกว่าข้าวสารเคมี

8.ความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำน้ำหมักมูลค้างคาวใช้แทนปุ๋ยเคมี

8.1ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

-มูลค้างคาวซึ่งจะขึ้นไปเอาเองบนภูเขา ได้มาประมาณ 1 กระสอบปุ๋ย ก็สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักน้ำหมักมูลค้างคาวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในมูลค้างคาวนี้ถือได้ว่าเป็นน้ำหมักที่มีธาตุไนโตรเจนสูงเหมาะในการใช้กับต้นข้าวหรือพืชสวนเพื่อบำรุงให้พืชเจริญเติบโตเต็มที่

 ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

– มูลค้างคาว  10  กิโลกรัม/  กากน้ำตาล  5  กิโลกรัม

วิธีการ  เอามาผสมกันแล้วหมักไว้โดยไม่ต้องใส่น้ำเป็นเวลา  15  วัน ก็สามารถนำมาใช้ผสมกับน้ำฉีดพ่นในนาข้าวได้อย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้

-น้ำหมักมูลค้างคาวนั้นใช้ในปริมาณ  คือ  น้ำหมักมูลค้างคาว  3  ช้อนแกง:น้ำ  20  ลิตร  ใช้ฉีดพ่นในนาข้าวเพื่อบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโต 

-ความถี่ในการใช้นั้น คือใช้ฉีดพ่นประมาณ  3-5 วันต่อครั้ง จนทั่ว

เทคนิคเพิ่มเติม คือ การใช้น้ำหมักจากผลไม้(น้ำพ่อ) และการใช้น้ำหมักจากพืชสีเขียว(น้ำแม่) ในการบำรุงนาข้าว

1.ใช้น้ำแม่หรือน้ำหวานหมักจากพืชสีเขียวผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำแม่ 3 ช้อนแกง ต่อ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นนาข้าวช่วงที่ต้นข้าวกำลังอ่อน เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับต้นข้าวให้มีความแข็งแรงและต้านทานต่อโรคและแมลงมากขึ้น  3-5 วันต่อครั้ง

2.ใช้น้ำพ่อหรือน้ำหวานหมักจากผลไม้ผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำพ่อ 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วนาข้าวในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง เพื่อเป็นการบำรุงให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและออกรวงได้อย่างเต็มที่ ในความถี่ 3-5 วันต่อครั้ง

3.ใช้กรดนมหรือกรดแลกติก ผสมกับน้ำพ่อ และผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1:1 ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าวตั้งแต่ข้าวเริ่มตั้งท้องจนกระทั่งรวงข้าวโตเต็มที่จนโน้มลงหรือก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7 วัน จึงหยุดฉีดบำรุง  จะมีประโยชน์ต่อต้นข้าวในการเพิ่มผลผลิตของเมล็ดข้าวให้มีจำนวนมากขึ้น และเมล็ดมีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ ในอัตราความถี่ 5-7 วันต่อครั้ง

นี่คือภูมิปัญญาดีๆและใช้กลยุทธ์ง่ายๆในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ปลอดสารพิษ 100%ทำง่าย ต้นทุนต่ำ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

ภูมิปัญญาจาก : คุณทองแดง คำผอง บ้านเลขที่ 85 หมู่ 2  ต.คำบ่อ อ.วาริชภมูิ จ.สกลนคร

แหล่งที่มาของข้อมูล :  ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677 เครือข่ายสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี 
แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณทองแดง คำผอง
ที่อยู่ : หมู่ที่2 ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=1910&s=tblareablog

วิธีการแปรรูปมูลค้างคาวแบบน้ำ และแบบอัดเม็ด และส่วนผสมในการทำปุ๋ย

วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ ปุ๋ยหมักแบบน้ำเป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายมูลสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ทั้งที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน การทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำมีส่วนผสมหลายอย่างรวมกัน ประกอบด้วยมูลค้างคาว 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร และน้ำ 40 ลิตร วิธีการคือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 30-45 วัน จะได้น้ำหมักที่มีสีน้ำตาลเข้ม ข้อเด่น คือ พืชสามารถดูดสารอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อด้อย คือ หากปิดฝาไม่สนิท ปล่อยให้อากาศเข้า อาจทำให้น้ำหมักมูลค้างคาวมีประสิทธิภาพลดลง วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด การทำปุ๋ยให้เป็นเม็ดโดยใช้เครื่องจักรกล ข้อเด่นหรือจุดประสงค์ของการปั้นเม็ดก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะดวกต่อการเก็บและการใช้งาน ส่วนข้อด้อย คือ การทำปุ๋ยเม็ดนั้นจะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำในระดับครัวเรือนได้ เป็นการลงทุนที่สูงโดยไม่จำเป็น การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวในการผลิตพืชแบบอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้ง ข้อได้เปรียบของการใช้มูลค้างคาวแบบแห้งเมื่อเทียบกับมูลสัตว์ชนิดอื่น คือ ใส่ในปริมาณน้อย ระยะเวลาการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและพื้นที่ปลูก เช่น พืชในกระถางหรือพืชที่ปลูกลงดิน ขนาดกว้างยาวแคบต่างกัน อันนี้คงกำหนดตายตัวไม่ได้ แต่หากใส่แบบประหยัด ก็ใส่ทุก 30 วัน น่าจะดีที่สุด เพราะจะช่วยประหยัดเงิน และต้นไม้มีเวลาฟื้นตัว หากใส่ถี่กว่านี้อาจเกิดปัญหากับสภาพของดินที่เปลี่ยนไป การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้งจึงเหมาะสำหรับพืชไร่ พืชสวน และการเกษตรอินทรีย์โดยรวม การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ น้ำหมักมูลค้างคาวได้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตพืชหลากหลายชนิด ทั้งพืชผักและไม้ผล ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำเหมาะกับพืชกินใบ เช่น พืชผัก ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการใช้น้ำหมักมูลค้างคาวในการเพาะเห็ด เป็นที่ทราบดีว่า เห็ดเป็นพืชอินทรีย์ แต่จะทำอย่างไรให้พืชอินทรีย์ชนิดนี้เพิ่มผลผลิตในปริมาณที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเองมีความพึงพอใจ ได้มีการทดลองโดยใช้อัตราส่วนของน้ำหมักมูลค้างคาว 1 ลิตร ผสมรวมกับวัสดุที่ใช้เพาะเห็ด ผลการทดลองพบว่า การใช้น้ำหมักจากมูลค้างคาวให้ผลผลิตเห็ดสูงสุด โดยเปรียบเทียบจากน้ำหนักสดของเห็ดนางฟ้าที่เพาะกับน้ำหมักต่างชนิดกัน การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด ปุ๋ยแบบเม็ดเหมาะสำหรับใช้ใส่สวนผลไม้ที่เป็นไม้ผลกลิ่นหอม เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย กล้วยหอม มะม่วง ลิ้นจี่ และประเภทพืชใบ พืชหัว เช่น ผักสลัด มันสำปะหลัง โดยใส่รอบโคนต้นเหมือนกับมูลไก่หรือมูลวัว หรือผสมกับดินปลูกก็ได้ แต่ควรใส่ปริมาณน้อย เพราะปุ๋ยมูลค้างคาวแบบเม็ดมีธาตุอาหารสูง ดังนั้น การนำปุ๋ยแบบเม็ดนี้ไปผสมกับสารอินทรีย์ต่างๆ และ/หรือปรุงสูตรให้มีธาตุอาหารในระดับที่เหมาะสม จึงน่าจะเป็นปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกพืช

http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a84059bb168a0017d537fa5#answer1

มาทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ใช้เองแบบง่าย ๆ

ในครัวเรือนและร้านอาหารมักมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการบริโภคและจำหน่ายมากมายในแต่ละวัน วิธีจัดการขยะที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ วิธีทำปุ๋ยหมัก

รวบรวมเก็บใส่ถุงไว้แล้วรอรถขยะของเทศบาลมาขนทิ้ง บ้างก็มาเก็บทุกวัน บ้างมาแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ปริมาณขยะจึงเพิ่มเติมสะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าจัดการเก็บไม่เรียบร้อย ยิ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รำคาญใจ สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีทำปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

Advertisement

หนึ่งในทางเลือกที่ทุกคนและทุกบ้านทำได้โดยไม่ต้องรอรถขยะมาจัดเก็บก็คือ การนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก โดยอาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเก็บขยะมูลฝอยแล้ว ยังไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่ต้องเสียเวลาในการขุดหลุมฝัง แถมยังได้ปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใส่ต้นไม้ในบ้าน ช่วยประหยัดอีกต่อหนึ่งด้วย

การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ

1.เศษอาหาร เช่น เศษข้าว เศษผัก เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ก้างปลา เศษหมู ขนมปัง ฯลฯ ที่เหลือจากการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ร้านอาหาร โรงอาหาร หรือโรงครัว เมื่อนำมาทำปุ๋ยหมักจะใช้เฉพาะส่วนที่เป็นกาก จึงต้องแยกน้ำที่อยู่ในเศษอาหารออกก่อน หากเศษอาหารมีขนาดใหญ่ก็สับให้มีขนาดเล็กลง

ปุ่๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.จุลินทรีย์ ควรเป็นประเภทที่ใช้ออกซิเจน จะช่วยให้ไม่ส่งกลิ่นเหม็นและไม่ทำให้เกิดน้ำเสีย แหล่งจุลินทรีย์ที่หาได้ง่ายคือมูลสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มูลวัว มูลไก่ มูลหมู มูลม้า มูลแพะ ซึ่งมีจุลินทรีย์หลายประเภทและจำนวนมาก เช่น เชื้อราแอคติโนมัยซีตส์ (Actinomycetes) ช่วยให้กระบวนการย่อยสลายเศษอาหารกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

ปุ่๋ยหมักเศษอาหาร จุลินทรีย์

Advertisement

3.เศษใบไม้ ช่วยให้เศษอาหารมีความโปร่งพรุน ไม่อัดแน่นจนเกินไป ทั้งยังมีธาตุคาร์บอนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์

ปุ๋ยหมักเศษอาหาร เศษใบไม้

เมื่อเตรียมส่วนประกอบพร้อมแล้ว ก็มาทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารกัน

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในถังพลาสติก

วิธีทำ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

1.เตรียมถังหมักพลาสติกพร้อมฝาปิดขนาด 20 ลิตร โดยใช้เหล็กร้อน ๆ เจาะรูรอบถังเพื่อใช้เป็นช่องระบายอากาศ แล้วพันด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่และสร้างความรำคาญ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.ใส่เศษอาหาร มูลสัตว์ และเศษใบไม้ อย่างละ 1 ส่วนลงในถัง ผสมคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วปิดฝา ระยะแรกไม่ต้องเติมน้ำเนื่องจากเศษอาหารมีความชื้นสูง หากวันถัดไปมีเศษอาหารอีกก็ผสมมูลสัตว์และเศษใบไม้ในอัตราส่วนเดิม ใส่ลงในถังได้อีก

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร จุลินทรีย์

3.ใช้ไม้คนส่วนผสมให้คลุกเคล้ากันทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ในช่วง 3-10 วันแรกอาจมีความร้อนเกิดขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์คายความร้อนออกมาเพื่อทำปฏิกิริยาย่อยสลาย หากความชื้นลดลงเกือบแห้ง ควรพรมน้ำเพิ่ม

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

4.ใช้เวลาประมาณ 30 วัน จะได้ปุ๋ยหมักในปริมาตรที่ลดลงร้อยละ 40 หากปุ๋ยยังมีความชื้นอยู่ ควรงดพรมน้ำและปล่อยให้แห้งสนิท เพื่อให้จุลินทรีย์หยุดการย่อยสลาย ปุ๋ยหมักที่ได้จะมีสีดำคล้ำ เปื่อยยุ่ย มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา และไม่มีกลิ่นเหม็น

Tips

  • ชุมชนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียน วัด เรือนจำ สำนักงาน หรือสถานที่ราชการ จะมีเศษอาหารเหลือทิ้งปริมาณมากในแต่ละวัน จึงควรใช้ภาชนะหมักขนาดใหญ่ขึ้น อาจใช้ถังเหล็กขนาดพอเหมาะหรือดัดแปลงถังพลาสติกทรงกลมรี เจาะรูที่ฝาปิดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปิดทับด้วยตะแกรงเพื่อป้องกันแมลงวัน แล้วพลิกกลับเศษอาหารโดยกลิ้งถังไปมาก็ได้
  • สามารถใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตรเป็นภาชนะหมักได้ แล้วใส่ใบไม้แห้ง ตามด้วยเศษอาหาร แล้วใส่ใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วทับอีกครั้ง ระหว่างหมักกองปุ๋ยจะยุบตัวลง ก็สามารถนำเศษอาหารและใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วมาเททับเป็นชั้น ๆ ได้เรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 30 วันก็ได้ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร บ่อซีเมนต์

ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกชนิดที่ได้จากการหมักวัสดุเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด โดยนำวัสดุเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้เกิดการย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ จากนั้นจึงนำไปปรับปรุงดิน ซึ่งนอกจากการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัวเรือนแล้ว ยังมีปุ๋ยหมักจากวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ อีกมากมายที่หาได้ง่ายในแต่ละท้องถิ่นให้ลองไปทำกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเห็ด ปุ๋ยหมักจากชานอ้อย ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักปลา น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ

สามารถอ่านวิธีทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพได้เพิ่มเติมจากหนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุงOrganic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

หนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุง) Organic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

เรื่อง อังกาบดอย

ภาพ : คลังภาพสำนักพิมพ์บ้านและสวน

ภาพประกอบ : ชูเกียรติ สลักคำ

Cr : https://www.baanlaesuan.com

เกษตรสุรินทร์ปลื้ม ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับ PGS เพิ่มผลผลิตมีราคาสูง

การรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ทำนา ปลูกพืชผักขายแค่ในชุมชนมีรายได้พออยู่พอกิน หลังจากได้รับการส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ เข้ามาให้องค์ความรู้ แนะนำการทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน จนเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน PGS เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้น เจริญงอกงามมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นางกัญญา อ่อนศรี เกษตรกรบ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องการเข้าสู่ระบบ PGS นั้น ที่เราส่งเสริมเป็นหลักคือ การทำอินทรีย์ ซึ่งอย่างแรกต้องมีความเข้าใจเรื่องการปรับปรุงดินก่อน โดยเมื่อปรับปรุงดินหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก็จะมีการส่งเสริมการปลูก ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ปอเทือง ถั่วพร้า ซึ่งเป็นทางสหกรณ์ทัพไทยเองเรารับซื้อคืนด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียวถั่วดำ ถั่วลิสง อันนี้เรารับซื้อคืน แต่ส่วนของถั่วพร้า จะมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มอื่นมารับซื้อ นอกจากนี้กลุ่มเรายังขายข้าวสารด้วย เดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าตัน โดยส่งให้กับกลุ่มบริษัทที่มีการสั่งซื้อยอดจำนวนมาก คือเดือนหนึ่ง 4-5 ตัน และกลุ่มโรงแรม เดือนหนึ่งประมาณ 20 กว่าตัน ขอขอบคุณสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ ที่ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งซุปเปอร์ พด. เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด วัสดุปรับปรุงดิน(โดโลไมท์) อีกทั้งให้องค์ความรู้ในการจัดการจัดอบรมฝึกให้เกษตรกร สามารถตรวจแปลงในระบบ PGS ได้ ทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นายทองอยู่ เข็มม่วง นักวิชาการเกษตร สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับทางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปุ๋ยหมัก ได้สนับสนุนเชื้อจุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 1 สำหรับปรับปรุงดิน อีกตัวหนึ่งคือ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ตัวนี้ใช้จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 2 มาเป็นตัวจุลินทรีย์ในการเร่งการผลิตให้ทางกลุ่มด้วย ทั้งยังสนับสนุนปุ๋ยพืชสดประเภทพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วพร้า ปอเทือง พร้อมแนะนำส่งเสริมการไถกลบตอซัง ทำให้มีการปรับปรุงดินในทิศทางที่ดีขึ้น

“เกษตรกรมีความหลากหลายในการทำการเกษตร มีการปลูกพืชต่างๆ เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว และมีตลาดที่ชื่อว่าตลาดสีเขียว นับว่าเป็นศูนย์รวมพืชผักอินทรีย์ของเกษตรกรชาวสุรินทร์ โดยร้านที่อยู่ในกลุ่มจะมีจุดสังเกตง่ายๆ คือจะมีผ้าคลุมโต๊ะและร่มสีเขียว เป็นที่มาของคำว่าตลาดสีเขียว เกษตรกรจะนำผลผลิตไปขายทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งนอกจากจะทำเกษตรผสมผสานแล้ว ยังมีการทำนา ปลูกข้าวเป็นหลัก และกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งสามารถผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานจนต่อยอดสู่การมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ส่วนมากขายในประเทศเป็นหลักประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และส่งออก 10 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าจะมีการสั่งออเดอร์มายังกลุ่มและกลุ่มจะทำการแพ็กและจัดส่งให้กับลูกค้า โดยมีความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งสินค้า ทางกลุ่มมีโรงสีข้าวและต่อยอดหารายได้เพิ่มจากการขายแกลบได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย” นายทองอยู่ กล่าว.

Cr : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1625931

ยกนิ้ว! ข้าวอินทรีย์เลิงนกทา ปลอดภัยไร้สารพิษ ได้คุณภาพมาตรฐาน

สถานีพัฒนาที่ดินยโสธร เร่งขับเคลื่อนเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ผลิตข้าวปลอดสารพิษ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิต

นายบุญถม กุมพล ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินยโสธร กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินยโสธร เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีการพัฒนาเกษตรกร เพื่อการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะ จ.ยโสธร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและเกษตรกรทำนาปลูกข้าว สถานีพัฒนาที่ดินยโสธร เข้าไปขับเคลื่อนเกษตรกร เพื่อเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยที่ผ่านมามีการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์เพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ก็จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุนปัจจัยในการผลิต แนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ และอีกส่วนหนึ่งที่เกษตรกรเกิดความตื่นตัวมากในเรื่องกระแสเกษตรอินทรีย์ เพราะรู้และทราบดีว่าทำเกษตรและใช้สารเคมีแล้ว จะเกิดผลกระทบในเรื่องของสุขภาพของตนเอง ผู้บริโภค และสภาพแวดล้อม

นายสำรอง อำพนพงษ์ หมอดินอาสาประจำตำบลสามัคคี อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร กล่าวว่า พื้นที่ของตนนั้นมี 31 ไร่ ปลูกข้าว 28 ไร่ เป็นข้าวหอมมะลิ 105 ปลูกข้าวเหนียว กข 6 อีก 7 ไร่ ปลูกมาหลายปีจนถึงปัจจุบันนี้ โดยมีกระบวนการผลิตข้าวตั้งแต่ไม่เผาตอซัง จนมีอินทรีย์วัตถุในดินสะสมพอกพูนขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้ดินมีชีวิต และลดใช้สารเคมี จนสามารถตัดขาดจากสารเคมีไปโดยปริยายเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว รายได้จากการขายข้าวแต่ละปีจำนวน 110,000 บาท หักต้นทุนออกแล้วเหลือประมาณ 70,000 บาทต่อปี จำหน่ายทั้งเมล็ดพันธุ์แปรรูป และขายให้ทางโรงสี ส่วนข้าวเหนียวจะเก็บไว้บริโภค พื้นที่ในสวนก็สามารถปลูก มะนาว มะม่วง มัลเบอร์รี่ พุทรา มะละกอ อ้อยอินทรีย์ ใช้คั้นน้ำจำหน่ายในชุมชน และขายพันธุ์ไม้ กิ่งตอน นี่จึงเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

กระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ มีการร่วมด้วยช่วยกันภายในกลุ่ม มีระบบการบริหารจัดการกลุ่มไปในทิศทางเดียวกัน มุ่งเน้นผลผลิตข้าวต้องปลอดสารพิษ มีผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และมีตลาดรองรับในส่วนของการขายแบบเมล็ดพันธุ์ และแปรรูป ซึ่งสถานีพัฒนาที่ดินยโสธร เร่งดำเนินการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในระดับหมูบ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด เพื่อให้เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร เป็นที่รู้จักแก่เกษตรกรในพื้นที่และระดับประเทศต่อไป

ทั้งนี้กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินยโสธร สนับสนุนและมอบปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร และนำวัสดุเหลือใช้จากไร่นามาทำปุ๋ยหมักใช้เอง ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตอีกทางหนึ่งในการผลิตข้าวอินทรีย์วิถีเลิงนกทา ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงเกษตรกร ตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงหลังเก็บเกี่ยว อีกทั้งยังสนับสนุนในเรื่องของการปลูกพืชต่างๆ ที่เป็นอินทรีย์นอกเหนือจากการปลูกข้าว เพื่อให้มีความหลายทางการเกษตร จะเห็นได้ว่าเกษตรกรสามารถยืนหยัด อยู่ได้อย่างมั่นคง ด้วยสองมือและแรงกำลัง ที่อยากจะพัฒนาข้าวอินทรีย์วิถีเลิงนกทา ให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้ว่า ข้าวอินทรีย์วิถีเลิงนกทานั้น เป็นข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยจากสารพิษอย่างแน่นอน.

CR : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1623760

รองอธิบดีพด. ติดตามงานเกษตรอินทรีย์โคราช พร้อมมอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อม ผอ.สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 ลงพื้นที่ อ.สูงเนิน โคราช ติดตามงานเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกร พร้อมมอบบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติในหลวง

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.62 นายถวิล มั่งนุ้ย รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฏิบัติการ พร้อมด้วย นายศรจิตร ศรีณรงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด ลงพื้นที่ติดตามงานเกษตรอินทรีย์ ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินประจำอำเภอสูงเนิน ของนายวรายุส แฉ่งสูงเนิน บ้านดอนกอก หมู่ที่ 6 ต.สูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งถือเป็นเกษตรกรตัวอย่างการทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 13 ไร่ จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งขายที่โรงพยาบาลสูงเนิน และมอบบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ให้กับเกษตรกรในพื้นที่

จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม PGS บ้านหนองบัวลี หมู่ที่ 2 ต.ไทยสามัคคี อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ โดยเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ข้าว และหอมแดงอินทรีย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ปัจจุบันผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด และมอบบัตรดินดี (ID Din Dee) เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ รองอธิบดี ได้ให้ความรู้การปรับปรุงบำรุงดิน และสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรได้รู้จักดินและสามารถใช้ที่ดินของตนเองได้อย่างเหมาะสม.

CR : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1607015

ส.ป.ก.เดินหน้าพัฒนานักส่งเสริมยกระดับเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ลงพื้นที่รับฟังการเสวนาและบรรยายสรุป หลักสูตรการพัฒนาทักษะการรับรองระบบการประเมิณการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การตรวจแปลง การสรุปผล และการเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างนักส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน พัฒนาศักยภาพและทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานขับเคลื่อนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ให้สามารถขับเคลื่อนงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณ 25 ราย ณ โรงแรมกระดังงา บูติค อินน์ ตำบลสิ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ โดยมี นางนภัสวรรณ ก้องเอกภพ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวต้อนรับ นางสาวฐิพาพรรณ พึ่งไพฑูรย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี, นายภาชน์ จารุภุมมิก ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ร่วมให้การต้อนรับ และมีนายวินัย จะระนิจ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาเกษตรกรและเครือข่ายผู้นำ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี กล่าวรายงานและสรุปแนวทางดำเนินการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ โดยคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า ได้ให้นโยบายและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการสร้างและพัฒนานักส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มกำลังความสามารถและสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

ต่อมาเลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกร และพบปะกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนศิริ บ้านโนนสำราญ บ้านหนองตลาด และร่วมกิจกรรมดำนาต้นเดี่ยวเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ แปลงโรงเรียนเกษตรกรของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนศิริ ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ โดยมี นางสมยงค์ โทนะพันธ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบึงมะลู กล่าวต้อนรับ

จากนั้นเยี่ยมชมพื้นที่แปลงเกษตรของ นายบัวผัน กุนรา ปราชญ์เกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน (เกษตรอินทรีย์ในรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน) ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ด้วย.

cr:https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1616730

Post Format Gallery

Vestibulum at luctus enim. In et risus gravida, fermentum lectus eu, porttitor risus. In sollicitudin risus at maximus congue. Nulla facilisi. Donec a nunc risus. Mauris nisi ante, congue a malesuada vitae, volutpat eu massa.

Curabitur magna enim, placerat at auctor eu, sagittis at neque. Integer tempus eleifend libero nec tincidunt. Etiam quis nibh eros. Proin diam turpis, rutrum vitae facilisis quis, dictum sit amet purus. Suspendisse potenti. Donec magna ante, tempus sit amet laoreet eu, vehicula non tellus. Phasellus id sapien ex. Integer congue vitae enim nec hendrerit. Donec condimentum leo quis tortor sodales, sit amet sollicitudin dui mattis. Donec dignissim massa sem, vitae tristique lacus euismod ut. Phasellus accumsan feugiat lorem ac sodales. Etiam finibus tortor in nulla molestie rhoncus.

Vestibulum dictum vulputate arcu in porta. Morbi ut nisi ut nunc mollis convallis a ac quam. Maecenas porta ex sit amet est lobortis, quis euismod turpis semper. Sed mollis consectetur metus eu euismod. Proin non nibh vitae nunc aliquam venenatis. Proin tempus augue in eros auctor, sit amet eleifend dolor euismod. Donec dapibus libero sem, sit amet porta felis tristique sed.