ทำปุ๋ยใช้เอง

การทำปุ๋ยหมักมูลวัว หรือปุ๋ยคอกหมัก

นับจากวันที่ผมเริ่มทำการเกษตรมา สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างมากในการทำเกษตร นั่นก็คือ ปุ๋ย แต่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ ผมให้คำจำกัดความมันว่า ต้องปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและจนส่งถึงมือผู้บริโภค ผลผลิตที่เราปลูก เราต้องทานได้เช่นกัน และผมพบกับคำว่า เกษตรอินทรีย์ ซึ่งมันตอบโจทย์ในความหมายในแบบที่ผมต้องการ

       ปุ๋ย คำ ๆ นี้ก็คือ อาหารของพืช ที่เมื่อพืชได้รับไปแล้ว จะทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงามนั่นเอง การทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องใช้ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นเช่นกันครับ ต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้หมู หรือแม้กระทั้งปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้ เศษพืชผักผลไม้ และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายในชุมชนของเราก็คือ ปุ๋ยคอก(ปุ๋ยขี้วัว) นี่เอง

และหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า เมื่อได้ปุ๋ยคอกมาแล้ว ก็นำไปใส่พืชเลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่ ไม่ผิดครับ แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกจะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่วัน

ทั้งนี้ปุ๋ยคอกสด ๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้ใบเหลืองซีดครับ

การทำปุ๋ยคอกหมัก

       เพราะเหตุนี้เอง เราจึงจำเป็นต้องทำปุ๋ยคอกหมัก เพื่อให้ผ่านกระบวนการย่อยสลาย และพืชก็จะสามารถนำสารอาหารในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย ทราบไหมครับว่า ตอนที่ผมทำปุ๋ยคอกหมักแล้วตักใส่กระสอบทิ้งไว้วันแรก ๆ เป็นยังไง ตัวปุ๋ยคอกหมักเองมันร้อนมากเลยครับ

เนื่องจากตอนนี้เองมันจะเกิดกระบวนการย่อยสลาย และถ้าเราไม่หมักก่อน นี่ก็จะเป็นสิ่งที่พืชจะได้รับ แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจจะกลายเป็นโทษแทนก็ได้นะครับ

       ทั้งนี้ลองสังเกตจากที่เราเคยทำมาได้ครับ เรานำปุ๋ยคอกมาใหม่ ๆ อยากให้พืชเจริญเติบโตดี จัดเต็ม ใส่ไม่ยั้ง หวังว่าพืชจะงอกงาม แต่สุดท้ายใบเหลืองเฉยเลย ทั้งที่เราก็เข้าใจว่าเราใส่ปุ๋ยดี ๆ ให้กับพืชแล้ว

เพราะฉะนั้น ก่อนใช้เราจึงควรหมักปุ๋ยคอกหรือนำไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย การปลูกพืชถ้าเราใส่ใจเขา ดูแลเขาดี ๆ เขาก็จะเจริญเติบโตงอกงามมาให้เราได้ชื่นชมครับ ขอเพียงเข้าใจหลักการของธรรมชาติเท่านั้นก็พอ

       การทำปุ่ยคอกหมัก ที่ผมจะมาแนะนำสำหรับวันนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราสามารถนำไปใช้กับพืชเกษตรของเรา ถ้าใครมีปุ๋ยคอกมาก ก็สามารถนำไปใช้ได้กับพืชไร่ก็ได้ครับ หรือจะหมักไว้ใช้เองกับพืชผักสวนครัวของเราก็ได้เช่นกัน

และผมก็ได้สรุปออกมาเป็นขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ทำง่าย ประหยัดเวลาของคุณ ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง เพราะตอนนี้ผมได้คัดเฉพาะ ลองถูก มาไว้ให้แล้ว ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยครับ

ส่วนประกอบของ การทำปุ๋ยคอกหมัก

1.ปุ๋ยคอก          1 ส่วน (1 กระสอบ)

2.แกลบ            1 ส่วน (1 กระสอบ)

3.รำ                1 ส่วน (1 กระสอบ)

4.น้ำ EM ขยาย   1 ลิตร วิธีทำน้ำ EM ขยาย

5.กากน้ำตาล      1 ลิตร

6.น้ำสะอาด       25 ลิตรหรือมากกว่า ซึ่งจะอธิบายในขั้นตอนการทำ


เริ่มกันเลยครับ

ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้ง
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้วก็ไม่ต้องตากนะครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อปุ๋ยคอกแห้งแล้ว ก็เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ปุ๋ยคอก ,รำ ,ข้าวเปลือก = 1:1:1
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้น
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาพอสมควรครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อเข้ากันแล้ว จะได้ตามภาพด้านล่าง
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เติมน้ำ EM ขยาย และกากน้ำตาลที่เตรียมไว้ ผสมน้ำให้เข้ากัน
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
นำไปรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ ถ้าไม่มีบัวรดน้ำใช้ขันตักไปก็ได้ครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้เวลาพอสมควรครับ ลองใช้มือบีบดู ไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป
อย่างที่บอกตอนต้น ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีกได้เลยโดยไม่จำเป็นต้อง 25 ลิตรเป๊ะ แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อย ๆ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เสร็จแล้วตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรกผมปิดปากถุง ปรากฎว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก เราจึงจำเป็นต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเองเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาว ๆ อยู่ทั่วไปครับ
การทำปุ่ยคอกหมัก
ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือขยำดูรู้สึกว่าจะเป็นขุย ๆ แล้วครับ
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาขย้ำดู สังเกตดูว่าฝุ่นคลุ้งเลยครับ
PHOTO_20160301_174850
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้กับผลผลิตของเราได้แล้วครับ
ตอนนี้ผมนำกระสอบมาเทนะครับ ที่เป็นก้อนก็ใช้มือขย้ำให้แตก รู้สึกว่าจะแตกง่าย ๆ เลยครับ
PHOTO_20160301_180539
PHOTO_20160301_180526
ตอนนี้ก็สามารถนำไปใส่ผลผลิตของเราได้แล้ว ของผมจะเป็นกล้วยหอมทอง และพืชผักสวนครับ
PHOTO_20160301_180338
PHOTO_20160301_175450
PHOTO_20160301_180928
PHOTO_20160301_181837
ส่วนนี่พืชผัก หรือสตอเบอรี่ก็ใส่ได้ครับ
PHOTO_20160301_175717
PHOTO_20160301_175813
PHOTO_20160301_175825
PHOTO_20160301_175634
PHOTO_20160301_175844

Cr : https://www.organicfarmthailand.com/how-to-make-fermented-manure/

การทำปุ๋ยหมักด้วยพด.1

การทำปุ๋ยหมักโดยใช้พด 1

ช่วงนี้อากาศแห้งแล้ง หมอกควันที่เกิดจากการเผาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน รถยนต์  การเผาไหม้ของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดมลภาวะเพิ่มขึ้น   ถ้าเราต้องการลดมลภาวะก็มีวิธีแก้ไขอยู่หลายวิธี  เช่น นำเศษวัสดุ ใบไหม้มาทำปุ๋ยหมัก การทำปุ๋ยหมักจากเศษวัสดุมีวิธ๊การดังนี้ คือ

  1. นำเศษวัสดุเช่น ใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า  1  ตัน

2.    ปู๋ยคอก มูลสัตว์ต่างๆ

  1. เชื้อพด1 1 ซอง  โดยเอาเชื้อละลายน้ำทิ้งไว้ประมาณ  15 นาทีเพื่อให้เชื้อมีชีวิต
  2. นำเศษพืชมากองรวมกัน 1 ชั้น  ชั้นที่ 2 ปุ๋ยคอก เรียงสลับกันไปเช่นนี้เรื่อย แต่ไม่ควรกองเกิน  1.5 เมตร และต้องรดน้ำให้ชุ่มทุกชั้น
  3. รดเชื้อพด 1 ที่ละลายน้ำไว้แล้วให้ทั่วทุกชั้น
  4. หมั่นกลับกองและรดน้ำเพื่อลดความร้อนและเพิ่มประสิทธิภาพของเชื้อ
  5. ประมาณ  2 เดือนปุ๋ยคอกจะสลายไปสามารถนำไปใช้ได้

งานวิจัย  การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่พลิกกลับกอง วิธีวิศวกรรมแม่โจ้ 1

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีรพงษ์  สว่างปัญญางกูร  คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

วิธการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการนำไปใช้ประโยชน์

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ด้วยวิธี วิศวกรรมแม่โจ้ 1  โดยมีวัตถุดิบมีเพียงเศษพืชและมูลสัตว์เท่านั้น  วิธีการ คือ

1. มูลสัตว์  1 ส่วน โดยปริมาตร มาคลุกผสมรดน้ำให้ชุ่มและมูลสัตว์คลุกให้เข้ากัน แล้วขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า  1.50 เมตร  ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ ที่มีการคลุกเคล้าเศษพืชและมูลสัตว์ให้ทั่วถึงนั้นก็เพื่อให้         จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน(อยู่ในเศษพืช)และธาตุไนโตรเจนที่มีในมูลสัตว์ ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ทำให้การย่อยสลายเซลล์รวดเร็วขึ้น

2. กองปุ๋ยที่สูง 1.5 เมตร จะทำให้สามารถกักเก็บความร้อนที่เกิดปฎิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์ไว้ได้ในกองปุ๋ยความร้อนนี้จะเหมาะสำหรับจุลินทรีย์ชนิดที่ชอบความร้อนสูง ที่มีในมูลสัตว์แล้ว เมื่อความร้อนลอยตัวสูงขึ้นจะทำให้อากาศภายนอกที่เย็นกว่าไหลเข้าสู่กองปุ๋ยอากาศที่ไหลเวียนเข้ากองปุ๋ยนี้จะช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศ ทำให้ไม่มีกลิ่นหรือน้ำเสีย และต้องรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา โดยรดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า  และใช้ไม่แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างรูประมาณ 40 เซนติเมตร โดยทำห่างกัน 10 วัน เมื่อเติมน้ำแล้วปิดรูเพื่อไม่ให้ความร้อนสูญเสียไป หลังจากครบ 60 วันแล้ว ปุ๋ยจะเหลือสูงเพียง  1 เมตร หลังจากนั้นกองทิ้งไว้เฉยๆ หรือเกลี่ยผึ่งแดดให้แห้งอีกประมาณ 7 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวเมื่อแห้งดีแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้

กลยุทธ์การทำนาอินทรีย์ บำรุงข้าวด้วยน้ำหมักมูลค้างคาว

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ  ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร  ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง  ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา  จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

นางทองแดง คำผอง เกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญา

ปัจจุบันแม่ทองคำ ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ เป็นข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6,กข.8 และ กข.12  และไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด เช่น  กอไผ่  มันสำปะหลังยางพาราและต้นยูคาลิปตัส  โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทั้งหมด ไม่มีสารเคมีเจือปนเลย 100%

ขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์ ตามวิธีการของ แม่ทองแดง คำผองคำบ่อ

1.การเตรียมดิน

– ไถกลบหญ้าเพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ประมาณวันที่ 20 พ.ค. โดยการไถกลบนี้เป็นการไถกลบพืชทั้งหมดที่อยู่ในนาข้าวเพื่อใช้เป็นปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน  ทิ้งไว้จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน ก็เริ่มหว่านกล้า ต่อจากนั้นในวันที่ 20 สิงหาคม จึงเริ่มปักดำนาได้เลย

2.พันธุ์ข้าวที่ปลูก

– ในพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด แบ่งออกเป็น 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ กข.6  จำนวน 7 ไร่ / พันธุ์ กข.8 จำนวน 5 ไร่ และพันธุ์ กข.12 จำนวน 12 ไร่  ซึ่งพันธุ์ข้าวทั้งหมดนั้นได้รับมาจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสกลนคร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

3.การบำรุงดิน

– การบำรุงดินนั้นจะใช้จุลินทรีย์น้ำมูลค้างคาวฉีดพ่นก่อนการไถกลบดิน ซึ่งจะทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว  แต่ต้องฉีดพ่นน้ำจุลินทรีย์มูลค้างคาวตอนเช้ามืดก่อน 9 โมงเช้าหรือฉีดพ่นตอนเย็นที่แดดร่มลมตก เพราะจุลินทรีย์นั้นไม่ชอบแสงแดด  จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ลดลง  ซึ่งการไถกลบตอซังหรือฟางข้าวแห้งและใช้น้ำหมักจุลินทรีย์มูลค้างคาวฉีดพ่นนี้เป็นการบำรุงดินที่ดีมาก เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินได้อย่างเหมาะสม  จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าน้ำในไร่นาจะออกเป็นสีแดง

4.ปุ๋ยและปริมาณการใช้

– ใช้ปุ๋ยคอก ซึ่งเป็นปุ๋ยขี้วัว / ปุ๋ยขี้หมู  เอามาผสมกับแกลบดำและแกลบขาวในสัดส่วน 1:1:1

– ใช้น้ำหมักชีวภาพมูลค้างคาวฉีดพ่นตอนเตรียมดิน

-ใช้น้ำหมักชีวภาพ คือ น้ำพ่อ/น้ำแม่ และ กรดนม ฉีดพ่นตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ประมาณ 3-5 วัน ฉีดพ่นครั้งหนึ่ง

-ปริมาณการใช้ปุ๋ยคอกในพื้นที่นา 17 ไร่ นั้น จะใช้ปุ๋ยคอกทั้งหมด 2 ตันครึ่ง ซึ่งจะใส่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มปักดำ  ราคาของปุ๋ยคอกนั้นอยู่ที่กระสอบละ 15 บาท ( 1 กระสอบน้ำหนักประมาณ 25-27 กิโลกรัม)

5.ต้นทุนการผลิต

– ค่าปุ๋ยคอก ใช้จำนวนทั้งสิ้น 2 ตันครึ่ง ต่อพื้นที่ 17 ไร่ ซื้อมาใช้ในราคากระสอบละ 15 บาท น้ำหนักต่อกระสอบนั้นประมาณ 25-27 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 100 กระสอบต่อพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่  เป็นเงินเท่ากับ 15,000 บาท

-ค่าจ้างไถไร่ละ 200 บาท พื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เป็นเงินเท่ากับ 3,400 บาท

– รวมต้นทุนการผลิตปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ 17 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น  18,400 บาท

6.ผลผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์

– ผลผลิตที่ได้รับหลังจากที่คุณป้าแดง เริ่มหันมาทำการเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปีนี้เริ่มเข้าปีที่ 4  ผลผลิตที่ได้รับนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี คือ

– ปี 2548 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  150  หมื่น

– ปี 2549 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  200  หมื่น

-ปี 2550 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  272  กระสอบๆละ 25-27 กิโลกรัม หรือประมาณ 6,800  กิโลกรัม  หรือเท่ากับ  567  หมื่น **หมายเหตุ** 1  หมื่นเท่ากับ  12  กิโลกรัม

7.ราคาและข้อแตกต่างระหว่างข้าวสารเคมีกับข้าวสารเกษตรอินทรีย์

– ความแตกต่างของราคาข้าวต้น คือ ราคาข้าวต้นของข้าวที่ปลูกโดยใช้สารเคมีนั้นอยู่ที่หมื่นละ 65 บาท  ส่วนราคาข้าวต้นของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นอยู่ที่หมื่นละ 100 บาท

-เมล็ดข้าวสารของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นจะมีความหอมและนุ่มกว่าข้าวสารเคมี

8.ความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำน้ำหมักมูลค้างคาวใช้แทนปุ๋ยเคมี

8.1ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

-มูลค้างคาวซึ่งจะขึ้นไปเอาเองบนภูเขา ได้มาประมาณ 1 กระสอบปุ๋ย ก็สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักน้ำหมักมูลค้างคาวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในมูลค้างคาวนี้ถือได้ว่าเป็นน้ำหมักที่มีธาตุไนโตรเจนสูงเหมาะในการใช้กับต้นข้าวหรือพืชสวนเพื่อบำรุงให้พืชเจริญเติบโตเต็มที่

 ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

– มูลค้างคาว  10  กิโลกรัม/  กากน้ำตาล  5  กิโลกรัม

วิธีการ  เอามาผสมกันแล้วหมักไว้โดยไม่ต้องใส่น้ำเป็นเวลา  15  วัน ก็สามารถนำมาใช้ผสมกับน้ำฉีดพ่นในนาข้าวได้อย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้

-น้ำหมักมูลค้างคาวนั้นใช้ในปริมาณ  คือ  น้ำหมักมูลค้างคาว  3  ช้อนแกง:น้ำ  20  ลิตร  ใช้ฉีดพ่นในนาข้าวเพื่อบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโต 

-ความถี่ในการใช้นั้น คือใช้ฉีดพ่นประมาณ  3-5 วันต่อครั้ง จนทั่ว

เทคนิคเพิ่มเติม คือ การใช้น้ำหมักจากผลไม้(น้ำพ่อ) และการใช้น้ำหมักจากพืชสีเขียว(น้ำแม่) ในการบำรุงนาข้าว

1.ใช้น้ำแม่หรือน้ำหวานหมักจากพืชสีเขียวผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำแม่ 3 ช้อนแกง ต่อ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นนาข้าวช่วงที่ต้นข้าวกำลังอ่อน เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับต้นข้าวให้มีความแข็งแรงและต้านทานต่อโรคและแมลงมากขึ้น  3-5 วันต่อครั้ง

2.ใช้น้ำพ่อหรือน้ำหวานหมักจากผลไม้ผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำพ่อ 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วนาข้าวในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง เพื่อเป็นการบำรุงให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและออกรวงได้อย่างเต็มที่ ในความถี่ 3-5 วันต่อครั้ง

3.ใช้กรดนมหรือกรดแลกติก ผสมกับน้ำพ่อ และผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1:1 ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าวตั้งแต่ข้าวเริ่มตั้งท้องจนกระทั่งรวงข้าวโตเต็มที่จนโน้มลงหรือก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7 วัน จึงหยุดฉีดบำรุง  จะมีประโยชน์ต่อต้นข้าวในการเพิ่มผลผลิตของเมล็ดข้าวให้มีจำนวนมากขึ้น และเมล็ดมีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ ในอัตราความถี่ 5-7 วันต่อครั้ง

นี่คือภูมิปัญญาดีๆและใช้กลยุทธ์ง่ายๆในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ปลอดสารพิษ 100%ทำง่าย ต้นทุนต่ำ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

ภูมิปัญญาจาก : คุณทองแดง คำผอง บ้านเลขที่ 85 หมู่ 2  ต.คำบ่อ อ.วาริชภมูิ จ.สกลนคร

แหล่งที่มาของข้อมูล :  ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677 เครือข่ายสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี 
แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณทองแดง คำผอง
ที่อยู่ : หมู่ที่2 ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=1910&s=tblareablog

วิธีการแปรรูปมูลค้างคาวแบบน้ำ และแบบอัดเม็ด และส่วนผสมในการทำปุ๋ย

วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ ปุ๋ยหมักแบบน้ำเป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายมูลสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ทั้งที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน การทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำมีส่วนผสมหลายอย่างรวมกัน ประกอบด้วยมูลค้างคาว 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร และน้ำ 40 ลิตร วิธีการคือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 30-45 วัน จะได้น้ำหมักที่มีสีน้ำตาลเข้ม ข้อเด่น คือ พืชสามารถดูดสารอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อด้อย คือ หากปิดฝาไม่สนิท ปล่อยให้อากาศเข้า อาจทำให้น้ำหมักมูลค้างคาวมีประสิทธิภาพลดลง วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด การทำปุ๋ยให้เป็นเม็ดโดยใช้เครื่องจักรกล ข้อเด่นหรือจุดประสงค์ของการปั้นเม็ดก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะดวกต่อการเก็บและการใช้งาน ส่วนข้อด้อย คือ การทำปุ๋ยเม็ดนั้นจะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำในระดับครัวเรือนได้ เป็นการลงทุนที่สูงโดยไม่จำเป็น การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวในการผลิตพืชแบบอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้ง ข้อได้เปรียบของการใช้มูลค้างคาวแบบแห้งเมื่อเทียบกับมูลสัตว์ชนิดอื่น คือ ใส่ในปริมาณน้อย ระยะเวลาการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและพื้นที่ปลูก เช่น พืชในกระถางหรือพืชที่ปลูกลงดิน ขนาดกว้างยาวแคบต่างกัน อันนี้คงกำหนดตายตัวไม่ได้ แต่หากใส่แบบประหยัด ก็ใส่ทุก 30 วัน น่าจะดีที่สุด เพราะจะช่วยประหยัดเงิน และต้นไม้มีเวลาฟื้นตัว หากใส่ถี่กว่านี้อาจเกิดปัญหากับสภาพของดินที่เปลี่ยนไป การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้งจึงเหมาะสำหรับพืชไร่ พืชสวน และการเกษตรอินทรีย์โดยรวม การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ น้ำหมักมูลค้างคาวได้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตพืชหลากหลายชนิด ทั้งพืชผักและไม้ผล ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำเหมาะกับพืชกินใบ เช่น พืชผัก ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการใช้น้ำหมักมูลค้างคาวในการเพาะเห็ด เป็นที่ทราบดีว่า เห็ดเป็นพืชอินทรีย์ แต่จะทำอย่างไรให้พืชอินทรีย์ชนิดนี้เพิ่มผลผลิตในปริมาณที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเองมีความพึงพอใจ ได้มีการทดลองโดยใช้อัตราส่วนของน้ำหมักมูลค้างคาว 1 ลิตร ผสมรวมกับวัสดุที่ใช้เพาะเห็ด ผลการทดลองพบว่า การใช้น้ำหมักจากมูลค้างคาวให้ผลผลิตเห็ดสูงสุด โดยเปรียบเทียบจากน้ำหนักสดของเห็ดนางฟ้าที่เพาะกับน้ำหมักต่างชนิดกัน การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด ปุ๋ยแบบเม็ดเหมาะสำหรับใช้ใส่สวนผลไม้ที่เป็นไม้ผลกลิ่นหอม เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย กล้วยหอม มะม่วง ลิ้นจี่ และประเภทพืชใบ พืชหัว เช่น ผักสลัด มันสำปะหลัง โดยใส่รอบโคนต้นเหมือนกับมูลไก่หรือมูลวัว หรือผสมกับดินปลูกก็ได้ แต่ควรใส่ปริมาณน้อย เพราะปุ๋ยมูลค้างคาวแบบเม็ดมีธาตุอาหารสูง ดังนั้น การนำปุ๋ยแบบเม็ดนี้ไปผสมกับสารอินทรีย์ต่างๆ และ/หรือปรุงสูตรให้มีธาตุอาหารในระดับที่เหมาะสม จึงน่าจะเป็นปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกพืช

http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a84059bb168a0017d537fa5#answer1

มาทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ใช้เองแบบง่าย ๆ

ในครัวเรือนและร้านอาหารมักมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการบริโภคและจำหน่ายมากมายในแต่ละวัน วิธีจัดการขยะที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ วิธีทำปุ๋ยหมัก

รวบรวมเก็บใส่ถุงไว้แล้วรอรถขยะของเทศบาลมาขนทิ้ง บ้างก็มาเก็บทุกวัน บ้างมาแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ปริมาณขยะจึงเพิ่มเติมสะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าจัดการเก็บไม่เรียบร้อย ยิ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รำคาญใจ สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีทำปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

Advertisement

หนึ่งในทางเลือกที่ทุกคนและทุกบ้านทำได้โดยไม่ต้องรอรถขยะมาจัดเก็บก็คือ การนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก โดยอาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเก็บขยะมูลฝอยแล้ว ยังไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่ต้องเสียเวลาในการขุดหลุมฝัง แถมยังได้ปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใส่ต้นไม้ในบ้าน ช่วยประหยัดอีกต่อหนึ่งด้วย

การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ

1.เศษอาหาร เช่น เศษข้าว เศษผัก เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ก้างปลา เศษหมู ขนมปัง ฯลฯ ที่เหลือจากการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ร้านอาหาร โรงอาหาร หรือโรงครัว เมื่อนำมาทำปุ๋ยหมักจะใช้เฉพาะส่วนที่เป็นกาก จึงต้องแยกน้ำที่อยู่ในเศษอาหารออกก่อน หากเศษอาหารมีขนาดใหญ่ก็สับให้มีขนาดเล็กลง

ปุ่๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.จุลินทรีย์ ควรเป็นประเภทที่ใช้ออกซิเจน จะช่วยให้ไม่ส่งกลิ่นเหม็นและไม่ทำให้เกิดน้ำเสีย แหล่งจุลินทรีย์ที่หาได้ง่ายคือมูลสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มูลวัว มูลไก่ มูลหมู มูลม้า มูลแพะ ซึ่งมีจุลินทรีย์หลายประเภทและจำนวนมาก เช่น เชื้อราแอคติโนมัยซีตส์ (Actinomycetes) ช่วยให้กระบวนการย่อยสลายเศษอาหารกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

ปุ่๋ยหมักเศษอาหาร จุลินทรีย์

Advertisement

3.เศษใบไม้ ช่วยให้เศษอาหารมีความโปร่งพรุน ไม่อัดแน่นจนเกินไป ทั้งยังมีธาตุคาร์บอนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์

ปุ๋ยหมักเศษอาหาร เศษใบไม้

เมื่อเตรียมส่วนประกอบพร้อมแล้ว ก็มาทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารกัน

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในถังพลาสติก

วิธีทำ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

1.เตรียมถังหมักพลาสติกพร้อมฝาปิดขนาด 20 ลิตร โดยใช้เหล็กร้อน ๆ เจาะรูรอบถังเพื่อใช้เป็นช่องระบายอากาศ แล้วพันด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่และสร้างความรำคาญ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.ใส่เศษอาหาร มูลสัตว์ และเศษใบไม้ อย่างละ 1 ส่วนลงในถัง ผสมคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วปิดฝา ระยะแรกไม่ต้องเติมน้ำเนื่องจากเศษอาหารมีความชื้นสูง หากวันถัดไปมีเศษอาหารอีกก็ผสมมูลสัตว์และเศษใบไม้ในอัตราส่วนเดิม ใส่ลงในถังได้อีก

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร จุลินทรีย์

3.ใช้ไม้คนส่วนผสมให้คลุกเคล้ากันทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ในช่วง 3-10 วันแรกอาจมีความร้อนเกิดขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์คายความร้อนออกมาเพื่อทำปฏิกิริยาย่อยสลาย หากความชื้นลดลงเกือบแห้ง ควรพรมน้ำเพิ่ม

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

4.ใช้เวลาประมาณ 30 วัน จะได้ปุ๋ยหมักในปริมาตรที่ลดลงร้อยละ 40 หากปุ๋ยยังมีความชื้นอยู่ ควรงดพรมน้ำและปล่อยให้แห้งสนิท เพื่อให้จุลินทรีย์หยุดการย่อยสลาย ปุ๋ยหมักที่ได้จะมีสีดำคล้ำ เปื่อยยุ่ย มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา และไม่มีกลิ่นเหม็น

Tips

  • ชุมชนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียน วัด เรือนจำ สำนักงาน หรือสถานที่ราชการ จะมีเศษอาหารเหลือทิ้งปริมาณมากในแต่ละวัน จึงควรใช้ภาชนะหมักขนาดใหญ่ขึ้น อาจใช้ถังเหล็กขนาดพอเหมาะหรือดัดแปลงถังพลาสติกทรงกลมรี เจาะรูที่ฝาปิดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปิดทับด้วยตะแกรงเพื่อป้องกันแมลงวัน แล้วพลิกกลับเศษอาหารโดยกลิ้งถังไปมาก็ได้
  • สามารถใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตรเป็นภาชนะหมักได้ แล้วใส่ใบไม้แห้ง ตามด้วยเศษอาหาร แล้วใส่ใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วทับอีกครั้ง ระหว่างหมักกองปุ๋ยจะยุบตัวลง ก็สามารถนำเศษอาหารและใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วมาเททับเป็นชั้น ๆ ได้เรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 30 วันก็ได้ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร บ่อซีเมนต์

ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกชนิดที่ได้จากการหมักวัสดุเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด โดยนำวัสดุเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้เกิดการย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ จากนั้นจึงนำไปปรับปรุงดิน ซึ่งนอกจากการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัวเรือนแล้ว ยังมีปุ๋ยหมักจากวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ อีกมากมายที่หาได้ง่ายในแต่ละท้องถิ่นให้ลองไปทำกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเห็ด ปุ๋ยหมักจากชานอ้อย ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักปลา น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ

สามารถอ่านวิธีทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพได้เพิ่มเติมจากหนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุงOrganic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

หนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุง) Organic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

เรื่อง อังกาบดอย

ภาพ : คลังภาพสำนักพิมพ์บ้านและสวน

ภาพประกอบ : ชูเกียรติ สลักคำ

Cr : https://www.baanlaesuan.com