ทำเกษตร

เกษตรสุรินทร์ปลื้ม ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับ PGS เพิ่มผลผลิตมีราคาสูง

การรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ทำนา ปลูกพืชผักขายแค่ในชุมชนมีรายได้พออยู่พอกิน หลังจากได้รับการส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ เข้ามาให้องค์ความรู้ แนะนำการทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน จนเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน PGS เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้น เจริญงอกงามมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นางกัญญา อ่อนศรี เกษตรกรบ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องการเข้าสู่ระบบ PGS นั้น ที่เราส่งเสริมเป็นหลักคือ การทำอินทรีย์ ซึ่งอย่างแรกต้องมีความเข้าใจเรื่องการปรับปรุงดินก่อน โดยเมื่อปรับปรุงดินหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก็จะมีการส่งเสริมการปลูก ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ปอเทือง ถั่วพร้า ซึ่งเป็นทางสหกรณ์ทัพไทยเองเรารับซื้อคืนด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียวถั่วดำ ถั่วลิสง อันนี้เรารับซื้อคืน แต่ส่วนของถั่วพร้า จะมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มอื่นมารับซื้อ นอกจากนี้กลุ่มเรายังขายข้าวสารด้วย เดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าตัน โดยส่งให้กับกลุ่มบริษัทที่มีการสั่งซื้อยอดจำนวนมาก คือเดือนหนึ่ง 4-5 ตัน และกลุ่มโรงแรม เดือนหนึ่งประมาณ 20 กว่าตัน ขอขอบคุณสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ ที่ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งซุปเปอร์ พด. เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด วัสดุปรับปรุงดิน(โดโลไมท์) อีกทั้งให้องค์ความรู้ในการจัดการจัดอบรมฝึกให้เกษตรกร สามารถตรวจแปลงในระบบ PGS ได้ ทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นายทองอยู่ เข็มม่วง นักวิชาการเกษตร สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับทางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปุ๋ยหมัก ได้สนับสนุนเชื้อจุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 1 สำหรับปรับปรุงดิน อีกตัวหนึ่งคือ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ตัวนี้ใช้จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 2 มาเป็นตัวจุลินทรีย์ในการเร่งการผลิตให้ทางกลุ่มด้วย ทั้งยังสนับสนุนปุ๋ยพืชสดประเภทพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วพร้า ปอเทือง พร้อมแนะนำส่งเสริมการไถกลบตอซัง ทำให้มีการปรับปรุงดินในทิศทางที่ดีขึ้น

“เกษตรกรมีความหลากหลายในการทำการเกษตร มีการปลูกพืชต่างๆ เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว และมีตลาดที่ชื่อว่าตลาดสีเขียว นับว่าเป็นศูนย์รวมพืชผักอินทรีย์ของเกษตรกรชาวสุรินทร์ โดยร้านที่อยู่ในกลุ่มจะมีจุดสังเกตง่ายๆ คือจะมีผ้าคลุมโต๊ะและร่มสีเขียว เป็นที่มาของคำว่าตลาดสีเขียว เกษตรกรจะนำผลผลิตไปขายทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งนอกจากจะทำเกษตรผสมผสานแล้ว ยังมีการทำนา ปลูกข้าวเป็นหลัก และกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งสามารถผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานจนต่อยอดสู่การมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ส่วนมากขายในประเทศเป็นหลักประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และส่งออก 10 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าจะมีการสั่งออเดอร์มายังกลุ่มและกลุ่มจะทำการแพ็กและจัดส่งให้กับลูกค้า โดยมีความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งสินค้า ทางกลุ่มมีโรงสีข้าวและต่อยอดหารายได้เพิ่มจากการขายแกลบได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย” นายทองอยู่ กล่าว.

Cr : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1625931