ปุ๋ยหมักมูลค้างคาว

กลยุทธ์การทำนาอินทรีย์ บำรุงข้าวด้วยน้ำหมักมูลค้างคาว

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

การที่เกษตรกรนิยมใส่ปุ๋ยและสารเคมีต่างๆ  ในพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะสมในดินและต้นน้ำลำธาร  ก่ออันตรายต่อชีวิตที่อยู่โดยรอบ รวมถึงผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง  ด้วยเหตุนี้ นางทองแดง คำผอง หนึ่งในสมาชิกชุมชนบุญนิยมสกลอโศก บ.โคกตาดทอง อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร จึงหันมาทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อคืนความสมบูรณ์ดินในนา  จนปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ

นางทองแดง คำผอง เกษตรกรเจ้าของภูมิปัญญา

ปัจจุบันแม่ทองคำ ปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ เป็นข้าวเหนียวพันธุ์ กข.6,กข.8 และ กข.12  และไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด เช่น  กอไผ่  มันสำปะหลังยางพาราและต้นยูคาลิปตัส  โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพทั้งหมด ไม่มีสารเคมีเจือปนเลย 100%

ขั้นตอนการปลูกข้าวอินทรีย์ ตามวิธีการของ แม่ทองแดง คำผองคำบ่อ

1.การเตรียมดิน

– ไถกลบหญ้าเพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ประมาณวันที่ 20 พ.ค. โดยการไถกลบนี้เป็นการไถกลบพืชทั้งหมดที่อยู่ในนาข้าวเพื่อใช้เป็นปุ๋ยเพื่อบำรุงดิน  ทิ้งไว้จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน ก็เริ่มหว่านกล้า ต่อจากนั้นในวันที่ 20 สิงหาคม จึงเริ่มปักดำนาได้เลย

2.พันธุ์ข้าวที่ปลูก

– ในพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด แบ่งออกเป็น 3 พันธุ์ คือ พันธุ์ กข.6  จำนวน 7 ไร่ / พันธุ์ กข.8 จำนวน 5 ไร่ และพันธุ์ กข.12 จำนวน 12 ไร่  ซึ่งพันธุ์ข้าวทั้งหมดนั้นได้รับมาจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดสกลนคร โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

3.การบำรุงดิน

– การบำรุงดินนั้นจะใช้จุลินทรีย์น้ำมูลค้างคาวฉีดพ่นก่อนการไถกลบดิน ซึ่งจะทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว  แต่ต้องฉีดพ่นน้ำจุลินทรีย์มูลค้างคาวตอนเช้ามืดก่อน 9 โมงเช้าหรือฉีดพ่นตอนเย็นที่แดดร่มลมตก เพราะจุลินทรีย์นั้นไม่ชอบแสงแดด  จะส่งผลให้ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ลดลง  ซึ่งการไถกลบตอซังหรือฟางข้าวแห้งและใช้น้ำหมักจุลินทรีย์มูลค้างคาวฉีดพ่นนี้เป็นการบำรุงดินที่ดีมาก เพราะถือว่าเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินได้อย่างเหมาะสม  จะสังเกตเห็นได้ชัดว่าน้ำในไร่นาจะออกเป็นสีแดง

4.ปุ๋ยและปริมาณการใช้

– ใช้ปุ๋ยคอก ซึ่งเป็นปุ๋ยขี้วัว / ปุ๋ยขี้หมู  เอามาผสมกับแกลบดำและแกลบขาวในสัดส่วน 1:1:1

– ใช้น้ำหมักชีวภาพมูลค้างคาวฉีดพ่นตอนเตรียมดิน

-ใช้น้ำหมักชีวภาพ คือ น้ำพ่อ/น้ำแม่ และ กรดนม ฉีดพ่นตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ประมาณ 3-5 วัน ฉีดพ่นครั้งหนึ่ง

-ปริมาณการใช้ปุ๋ยคอกในพื้นที่นา 17 ไร่ นั้น จะใช้ปุ๋ยคอกทั้งหมด 2 ตันครึ่ง ซึ่งจะใส่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มปักดำ  ราคาของปุ๋ยคอกนั้นอยู่ที่กระสอบละ 15 บาท ( 1 กระสอบน้ำหนักประมาณ 25-27 กิโลกรัม)

5.ต้นทุนการผลิต

– ค่าปุ๋ยคอก ใช้จำนวนทั้งสิ้น 2 ตันครึ่ง ต่อพื้นที่ 17 ไร่ ซื้อมาใช้ในราคากระสอบละ 15 บาท น้ำหนักต่อกระสอบนั้นประมาณ 25-27 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วใช้ปุ๋ยคอกประมาณ 100 กระสอบต่อพื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่  เป็นเงินเท่ากับ 15,000 บาท

-ค่าจ้างไถไร่ละ 200 บาท พื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เป็นเงินเท่ากับ 3,400 บาท

– รวมต้นทุนการผลิตปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ 17 ไร่ เป็นเงินทั้งสิ้น  18,400 บาท

6.ผลผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์

– ผลผลิตที่ได้รับหลังจากที่คุณป้าแดง เริ่มหันมาทำการเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปีนี้เริ่มเข้าปีที่ 4  ผลผลิตที่ได้รับนั้นเพิ่มขึ้นทุกปี คือ

– ปี 2548 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  150  หมื่น

– ปี 2549 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  200  หมื่น

-ปี 2550 พื้นที่นาทั้งหมด 17 ไร่ ได้ข้าวเท่ากับ  272  กระสอบๆละ 25-27 กิโลกรัม หรือประมาณ 6,800  กิโลกรัม  หรือเท่ากับ  567  หมื่น **หมายเหตุ** 1  หมื่นเท่ากับ  12  กิโลกรัม

7.ราคาและข้อแตกต่างระหว่างข้าวสารเคมีกับข้าวสารเกษตรอินทรีย์

– ความแตกต่างของราคาข้าวต้น คือ ราคาข้าวต้นของข้าวที่ปลูกโดยใช้สารเคมีนั้นอยู่ที่หมื่นละ 65 บาท  ส่วนราคาข้าวต้นของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นอยู่ที่หมื่นละ 100 บาท

-เมล็ดข้าวสารของข้าวเกษตรอินทรีย์นั้นจะมีความหอมและนุ่มกว่าข้าวสารเคมี

8.ความเชี่ยวชาญพิเศษในการทำน้ำหมักมูลค้างคาวใช้แทนปุ๋ยเคมี

8.1ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

-มูลค้างคาวซึ่งจะขึ้นไปเอาเองบนภูเขา ได้มาประมาณ 1 กระสอบปุ๋ย ก็สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการหมักน้ำหมักมูลค้างคาวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในมูลค้างคาวนี้ถือได้ว่าเป็นน้ำหมักที่มีธาตุไนโตรเจนสูงเหมาะในการใช้กับต้นข้าวหรือพืชสวนเพื่อบำรุงให้พืชเจริญเติบโตเต็มที่

 ส่วนผสมในการทำน้ำหมักมูลค้างคาว

– มูลค้างคาว  10  กิโลกรัม/  กากน้ำตาล  5  กิโลกรัม

วิธีการ  เอามาผสมกันแล้วหมักไว้โดยไม่ต้องใส่น้ำเป็นเวลา  15  วัน ก็สามารถนำมาใช้ผสมกับน้ำฉีดพ่นในนาข้าวได้อย่างต่อเนื่อง

ปริมาณการใช้

-น้ำหมักมูลค้างคาวนั้นใช้ในปริมาณ  คือ  น้ำหมักมูลค้างคาว  3  ช้อนแกง:น้ำ  20  ลิตร  ใช้ฉีดพ่นในนาข้าวเพื่อบำรุงต้นข้าวให้เจริญเติบโต 

-ความถี่ในการใช้นั้น คือใช้ฉีดพ่นประมาณ  3-5 วันต่อครั้ง จนทั่ว

เทคนิคเพิ่มเติม คือ การใช้น้ำหมักจากผลไม้(น้ำพ่อ) และการใช้น้ำหมักจากพืชสีเขียว(น้ำแม่) ในการบำรุงนาข้าว

1.ใช้น้ำแม่หรือน้ำหวานหมักจากพืชสีเขียวผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำแม่ 3 ช้อนแกง ต่อ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นนาข้าวช่วงที่ต้นข้าวกำลังอ่อน เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กับต้นข้าวให้มีความแข็งแรงและต้านทานต่อโรคและแมลงมากขึ้น  3-5 วันต่อครั้ง

2.ใช้น้ำพ่อหรือน้ำหวานหมักจากผลไม้ผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน คือ

-น้ำพ่อ 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วนาข้าวในช่วงที่ข้าวกำลังตั้งท้อง เพื่อเป็นการบำรุงให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและออกรวงได้อย่างเต็มที่ ในความถี่ 3-5 วันต่อครั้ง

3.ใช้กรดนมหรือกรดแลกติก ผสมกับน้ำพ่อ และผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:1:1 ฉีดพ่นให้ทั่วนาข้าวตั้งแต่ข้าวเริ่มตั้งท้องจนกระทั่งรวงข้าวโตเต็มที่จนโน้มลงหรือก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 7 วัน จึงหยุดฉีดบำรุง  จะมีประโยชน์ต่อต้นข้าวในการเพิ่มผลผลิตของเมล็ดข้าวให้มีจำนวนมากขึ้น และเมล็ดมีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ ในอัตราความถี่ 5-7 วันต่อครั้ง

นี่คือภูมิปัญญาดีๆและใช้กลยุทธ์ง่ายๆในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่ปลอดสารพิษ 100%ทำง่าย ต้นทุนต่ำ ใช้วัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลอดภัยทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค

ภูมิปัญญาจาก : คุณทองแดง คำผอง บ้านเลขที่ 85 หมู่ 2  ต.คำบ่อ อ.วาริชภมูิ จ.สกลนคร

แหล่งที่มาของข้อมูล :  ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677 เครือข่ายสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี 
แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณทองแดง คำผอง
ที่อยู่ : หมู่ที่2 ตำบลคำบ่อ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร

https://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=1910&s=tblareablog

วิธีการแปรรูปมูลค้างคาวแบบน้ำ และแบบอัดเม็ด และส่วนผสมในการทำปุ๋ย

วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ ปุ๋ยหมักแบบน้ำเป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายมูลสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ทั้งที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน การทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำมีส่วนผสมหลายอย่างรวมกัน ประกอบด้วยมูลค้างคาว 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร และน้ำ 40 ลิตร วิธีการคือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 30-45 วัน จะได้น้ำหมักที่มีสีน้ำตาลเข้ม ข้อเด่น คือ พืชสามารถดูดสารอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อด้อย คือ หากปิดฝาไม่สนิท ปล่อยให้อากาศเข้า อาจทำให้น้ำหมักมูลค้างคาวมีประสิทธิภาพลดลง วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด การทำปุ๋ยให้เป็นเม็ดโดยใช้เครื่องจักรกล ข้อเด่นหรือจุดประสงค์ของการปั้นเม็ดก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะดวกต่อการเก็บและการใช้งาน ส่วนข้อด้อย คือ การทำปุ๋ยเม็ดนั้นจะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำในระดับครัวเรือนได้ เป็นการลงทุนที่สูงโดยไม่จำเป็น การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวในการผลิตพืชแบบอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้ง ข้อได้เปรียบของการใช้มูลค้างคาวแบบแห้งเมื่อเทียบกับมูลสัตว์ชนิดอื่น คือ ใส่ในปริมาณน้อย ระยะเวลาการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและพื้นที่ปลูก เช่น พืชในกระถางหรือพืชที่ปลูกลงดิน ขนาดกว้างยาวแคบต่างกัน อันนี้คงกำหนดตายตัวไม่ได้ แต่หากใส่แบบประหยัด ก็ใส่ทุก 30 วัน น่าจะดีที่สุด เพราะจะช่วยประหยัดเงิน และต้นไม้มีเวลาฟื้นตัว หากใส่ถี่กว่านี้อาจเกิดปัญหากับสภาพของดินที่เปลี่ยนไป การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้งจึงเหมาะสำหรับพืชไร่ พืชสวน และการเกษตรอินทรีย์โดยรวม การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ น้ำหมักมูลค้างคาวได้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตพืชหลากหลายชนิด ทั้งพืชผักและไม้ผล ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำเหมาะกับพืชกินใบ เช่น พืชผัก ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการใช้น้ำหมักมูลค้างคาวในการเพาะเห็ด เป็นที่ทราบดีว่า เห็ดเป็นพืชอินทรีย์ แต่จะทำอย่างไรให้พืชอินทรีย์ชนิดนี้เพิ่มผลผลิตในปริมาณที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเองมีความพึงพอใจ ได้มีการทดลองโดยใช้อัตราส่วนของน้ำหมักมูลค้างคาว 1 ลิตร ผสมรวมกับวัสดุที่ใช้เพาะเห็ด ผลการทดลองพบว่า การใช้น้ำหมักจากมูลค้างคาวให้ผลผลิตเห็ดสูงสุด โดยเปรียบเทียบจากน้ำหนักสดของเห็ดนางฟ้าที่เพาะกับน้ำหมักต่างชนิดกัน การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด ปุ๋ยแบบเม็ดเหมาะสำหรับใช้ใส่สวนผลไม้ที่เป็นไม้ผลกลิ่นหอม เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย กล้วยหอม มะม่วง ลิ้นจี่ และประเภทพืชใบ พืชหัว เช่น ผักสลัด มันสำปะหลัง โดยใส่รอบโคนต้นเหมือนกับมูลไก่หรือมูลวัว หรือผสมกับดินปลูกก็ได้ แต่ควรใส่ปริมาณน้อย เพราะปุ๋ยมูลค้างคาวแบบเม็ดมีธาตุอาหารสูง ดังนั้น การนำปุ๋ยแบบเม็ดนี้ไปผสมกับสารอินทรีย์ต่างๆ และ/หรือปรุงสูตรให้มีธาตุอาหารในระดับที่เหมาะสม จึงน่าจะเป็นปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกพืช

http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a84059bb168a0017d537fa5#answer1