ปุ๋ยอินทรีย์

การทำปุ๋ยหมักมูลวัว หรือปุ๋ยคอกหมัก

นับจากวันที่ผมเริ่มทำการเกษตรมา สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าจำเป็นอย่างมากในการทำเกษตร นั่นก็คือ ปุ๋ย แต่สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ ผมให้คำจำกัดความมันว่า ต้องปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและจนส่งถึงมือผู้บริโภค ผลผลิตที่เราปลูก เราต้องทานได้เช่นกัน และผมพบกับคำว่า เกษตรอินทรีย์ ซึ่งมันตอบโจทย์ในความหมายในแบบที่ผมต้องการ

       ปุ๋ย คำ ๆ นี้ก็คือ อาหารของพืช ที่เมื่อพืชได้รับไปแล้ว จะทำให้พืชผักผลไม้เจริญงอกงามนั่นเอง การทำเกษตรอินทรีย์ก็ต้องใช้ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่นเช่นกันครับ ต้องเป็นปุ๋ยที่มาจากธรรมชาติเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยขี้หมู หรือแม้กระทั้งปุ๋ยน้ำที่หมักจากเศษใบไม้ เศษพืชผักผลไม้ และปุ๋ยที่หมักจากเศษปลาหรือหอยเชอรี่ แต่ปุ๋ยที่หาได้ง่ายในชุมชนของเราก็คือ ปุ๋ยคอก(ปุ๋ยขี้วัว) นี่เอง

และหลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่า เมื่อได้ปุ๋ยคอกมาแล้ว ก็นำไปใส่พืชเลย ทั้งที่ยังเปียกหรือสดอยู่ ไม่ผิดครับ แต่กว่าที่ปุ๋ยคอกจะย่อยสลายต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่วัน

ทั้งนี้ปุ๋ยคอกสด ๆ ที่นำไปใช้โดยที่ยังไม่ผ่านกระบวนการย่อยสลาย มีธาตุอาหารมากก็จริง แต่พืชจะยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินจะดึงไนโตรเจนจากพืชมาช่วยในการย่อยสลายปุ๋ยคอก จึงทำให้พืชขาดไนโตรเจนในช่วงนั้น จนเป็นสาเหตุให้ใบเหลืองซีดครับ

การทำปุ๋ยคอกหมัก

       เพราะเหตุนี้เอง เราจึงจำเป็นต้องทำปุ๋ยคอกหมัก เพื่อให้ผ่านกระบวนการย่อยสลาย และพืชก็จะสามารถนำสารอาหารในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย ทราบไหมครับว่า ตอนที่ผมทำปุ๋ยคอกหมักแล้วตักใส่กระสอบทิ้งไว้วันแรก ๆ เป็นยังไง ตัวปุ๋ยคอกหมักเองมันร้อนมากเลยครับ

เนื่องจากตอนนี้เองมันจะเกิดกระบวนการย่อยสลาย และถ้าเราไม่หมักก่อน นี่ก็จะเป็นสิ่งที่พืชจะได้รับ แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจจะกลายเป็นโทษแทนก็ได้นะครับ

       ทั้งนี้ลองสังเกตจากที่เราเคยทำมาได้ครับ เรานำปุ๋ยคอกมาใหม่ ๆ อยากให้พืชเจริญเติบโตดี จัดเต็ม ใส่ไม่ยั้ง หวังว่าพืชจะงอกงาม แต่สุดท้ายใบเหลืองเฉยเลย ทั้งที่เราก็เข้าใจว่าเราใส่ปุ๋ยดี ๆ ให้กับพืชแล้ว

เพราะฉะนั้น ก่อนใช้เราจึงควรหมักปุ๋ยคอกหรือนำไปตากให้แห้งก่อน เพื่อที่พืชจะสามารถนำธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยคอกหมักไปใช้ได้เลย การปลูกพืชถ้าเราใส่ใจเขา ดูแลเขาดี ๆ เขาก็จะเจริญเติบโตงอกงามมาให้เราได้ชื่นชมครับ ขอเพียงเข้าใจหลักการของธรรมชาติเท่านั้นก็พอ

       การทำปุ่ยคอกหมัก ที่ผมจะมาแนะนำสำหรับวันนี้ ก็เพื่อที่จะให้เราสามารถนำไปใช้กับพืชเกษตรของเรา ถ้าใครมีปุ๋ยคอกมาก ก็สามารถนำไปใช้ได้กับพืชไร่ก็ได้ครับ หรือจะหมักไว้ใช้เองกับพืชผักสวนครัวของเราก็ได้เช่นกัน

และผมก็ได้สรุปออกมาเป็นขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ทำง่าย ประหยัดเวลาของคุณ ไม่ต้องไปลองผิดลองถูกเอง เพราะตอนนี้ผมได้คัดเฉพาะ ลองถูก มาไว้ให้แล้ว ว่าแล้วมาเริ่มกันเลยครับ

ส่วนประกอบของ การทำปุ๋ยคอกหมัก

1.ปุ๋ยคอก          1 ส่วน (1 กระสอบ)

2.แกลบ            1 ส่วน (1 กระสอบ)

3.รำ                1 ส่วน (1 กระสอบ)

4.น้ำ EM ขยาย   1 ลิตร วิธีทำน้ำ EM ขยาย

5.กากน้ำตาล      1 ลิตร

6.น้ำสะอาด       25 ลิตรหรือมากกว่า ซึ่งจะอธิบายในขั้นตอนการทำ


เริ่มกันเลยครับ

ขั้นแรก นำปุ๋ยคอกที่ได้มาตากแดดให้แห้ง
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เกลี่ยให้โดนแดดทิ้งไว้ 1-2 แดด ถ้าปุ๋ยคอกที่ได้มาแห้งแล้วก็ไม่ต้องตากนะครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อปุ๋ยคอกแห้งแล้ว ก็เตรียมส่วนผสมให้พร้อม ปุ๋ยคอก ,รำ ,ข้าวเปลือก = 1:1:1
การทำปุ๋ยคอกหมัก
เทส่วนผสมทั้งหมดลงพื้น
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ใช้จอบเกลี่ยคลุกเคล้าให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาพอสมควรครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เมื่อเข้ากันแล้ว จะได้ตามภาพด้านล่าง
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เติมน้ำ EM ขยาย และกากน้ำตาลที่เตรียมไว้ ผสมน้ำให้เข้ากัน
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
นำไปรดที่กองปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ ถ้าไม่มีบัวรดน้ำใช้ขันตักไปก็ได้ครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
จากนั้นใช้จอบคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้เวลาพอสมควรครับ ลองใช้มือบีบดู ไม่แห้งหรือไม่เปียกเกินไป
อย่างที่บอกตอนต้น ถ้ายังแห้งอยู่ เพิ่มน้ำอีกได้เลยโดยไม่จำเป็นต้อง 25 ลิตรเป๊ะ แล้วใช้จอบเกลี่ยไปด้วยเรื่อย ๆ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
เสร็จแล้วตักใส่ไว้ในกระสอบ ตั้งไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ในวันแรกผมปิดปากถุง ปรากฎว่าปุ๋ยคอกร้อนมาก เราจึงจำเป็นต้องเปิดปากกระสอบให้ความร้อนของตัวปุ๋ยระบายออกครับ
การทำปุ๋ยหมักมูลวัว
ผ่านไป 2 วัน เริ่มหายร้อนแล้ว ตัวปุ๋ยเองเริ่มมีการย่อยสลาย สังเกตจากมีฝ้าขาว ๆ อยู่ทั่วไปครับ
การทำปุ่ยคอกหมัก
ผ่านไป 3 วัน บางส่วนเริ่มย่อยสลายแล้ว
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 5 วัน ลองใช้มือขยำดูรู้สึกว่าจะเป็นขุย ๆ แล้วครับ
การทำปุ๋ยคอกหมัก
ผ่านไป 7 วัน จับขึ้นมาขย้ำดู สังเกตดูว่าฝุ่นคลุ้งเลยครับ
PHOTO_20160301_174850
หลังจากนั้นผ่านไปประมาณ 1 อาทิตย์ก็สามารถนำไปใช้กับผลผลิตของเราได้แล้วครับ
ตอนนี้ผมนำกระสอบมาเทนะครับ ที่เป็นก้อนก็ใช้มือขย้ำให้แตก รู้สึกว่าจะแตกง่าย ๆ เลยครับ
PHOTO_20160301_180539
PHOTO_20160301_180526
ตอนนี้ก็สามารถนำไปใส่ผลผลิตของเราได้แล้ว ของผมจะเป็นกล้วยหอมทอง และพืชผักสวนครับ
PHOTO_20160301_180338
PHOTO_20160301_175450
PHOTO_20160301_180928
PHOTO_20160301_181837
ส่วนนี่พืชผัก หรือสตอเบอรี่ก็ใส่ได้ครับ
PHOTO_20160301_175717
PHOTO_20160301_175813
PHOTO_20160301_175825
PHOTO_20160301_175634
PHOTO_20160301_175844

Cr : https://www.organicfarmthailand.com/how-to-make-fermented-manure/

วิธีการแปรรูปมูลค้างคาวแบบน้ำ และแบบอัดเม็ด และส่วนผสมในการทำปุ๋ย

วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ ปุ๋ยหมักแบบน้ำเป็นสารละลายสีน้ำตาลข้นที่ได้จากการย่อยสลายมูลสัตว์ โดยผ่านกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ทั้งที่ต้องการออกซิเจนและไม่ต้องการออกซิเจน การทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำมีส่วนผสมหลายอย่างรวมกัน ประกอบด้วยมูลค้างคาว 30 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร และน้ำ 40 ลิตร วิธีการคือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักในภาชนะที่มีฝาปิด ทิ้งไว้ 30-45 วัน จะได้น้ำหมักที่มีสีน้ำตาลเข้ม ข้อเด่น คือ พืชสามารถดูดสารอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อด้อย คือ หากปิดฝาไม่สนิท ปล่อยให้อากาศเข้า อาจทำให้น้ำหมักมูลค้างคาวมีประสิทธิภาพลดลง วิธีทำปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด การทำปุ๋ยให้เป็นเม็ดโดยใช้เครื่องจักรกล ข้อเด่นหรือจุดประสงค์ของการปั้นเม็ดก็เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สะดวกต่อการเก็บและการใช้งาน ส่วนข้อด้อย คือ การทำปุ๋ยเม็ดนั้นจะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มเติม จึงไม่สามารถที่จะทำในระดับครัวเรือนได้ เป็นการลงทุนที่สูงโดยไม่จำเป็น การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวในการผลิตพืชแบบอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้ง ข้อได้เปรียบของการใช้มูลค้างคาวแบบแห้งเมื่อเทียบกับมูลสัตว์ชนิดอื่น คือ ใส่ในปริมาณน้อย ระยะเวลาการใส่ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและพื้นที่ปลูก เช่น พืชในกระถางหรือพืชที่ปลูกลงดิน ขนาดกว้างยาวแคบต่างกัน อันนี้คงกำหนดตายตัวไม่ได้ แต่หากใส่แบบประหยัด ก็ใส่ทุก 30 วัน น่าจะดีที่สุด เพราะจะช่วยประหยัดเงิน และต้นไม้มีเวลาฟื้นตัว หากใส่ถี่กว่านี้อาจเกิดปัญหากับสภาพของดินที่เปลี่ยนไป การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบแห้งจึงเหมาะสำหรับพืชไร่ พืชสวน และการเกษตรอินทรีย์โดยรวม การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำ น้ำหมักมูลค้างคาวได้ถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตพืชหลากหลายชนิด ทั้งพืชผักและไม้ผล ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบน้ำเหมาะกับพืชกินใบ เช่น พืชผัก ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างการใช้น้ำหมักมูลค้างคาวในการเพาะเห็ด เป็นที่ทราบดีว่า เห็ดเป็นพืชอินทรีย์ แต่จะทำอย่างไรให้พืชอินทรีย์ชนิดนี้เพิ่มผลผลิตในปริมาณที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคเองมีความพึงพอใจ ได้มีการทดลองโดยใช้อัตราส่วนของน้ำหมักมูลค้างคาว 1 ลิตร ผสมรวมกับวัสดุที่ใช้เพาะเห็ด ผลการทดลองพบว่า การใช้น้ำหมักจากมูลค้างคาวให้ผลผลิตเห็ดสูงสุด โดยเปรียบเทียบจากน้ำหนักสดของเห็ดนางฟ้าที่เพาะกับน้ำหมักต่างชนิดกัน การใช้ปุ๋ยหมักมูลค้างคาวแบบเม็ด ปุ๋ยแบบเม็ดเหมาะสำหรับใช้ใส่สวนผลไม้ที่เป็นไม้ผลกลิ่นหอม เช่น ขนุน ทุเรียน ลำไย กล้วยหอม มะม่วง ลิ้นจี่ และประเภทพืชใบ พืชหัว เช่น ผักสลัด มันสำปะหลัง โดยใส่รอบโคนต้นเหมือนกับมูลไก่หรือมูลวัว หรือผสมกับดินปลูกก็ได้ แต่ควรใส่ปริมาณน้อย เพราะปุ๋ยมูลค้างคาวแบบเม็ดมีธาตุอาหารสูง ดังนั้น การนำปุ๋ยแบบเม็ดนี้ไปผสมกับสารอินทรีย์ต่างๆ และ/หรือปรุงสูตรให้มีธาตุอาหารในระดับที่เหมาะสม จึงน่าจะเป็นปุ๋ยที่เหมาะกับการปลูกพืช

http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a84059bb168a0017d537fa5#answer1

มาทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร ใช้เองแบบง่าย ๆ

ในครัวเรือนและร้านอาหารมักมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการบริโภคและจำหน่ายมากมายในแต่ละวัน วิธีจัดการขยะที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ก็คือ วิธีทำปุ๋ยหมัก

รวบรวมเก็บใส่ถุงไว้แล้วรอรถขยะของเทศบาลมาขนทิ้ง บ้างก็มาเก็บทุกวัน บ้างมาแค่สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ปริมาณขยะจึงเพิ่มเติมสะสมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าจัดการเก็บไม่เรียบร้อย ยิ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเป็นที่รำคาญใจ สุดท้ายก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีทำปุ๋ยหมัก

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

Advertisement

หนึ่งในทางเลือกที่ทุกคนและทุกบ้านทำได้โดยไม่ต้องรอรถขยะมาจัดเก็บก็คือ การนำเศษอาหารไปทำปุ๋ยหมัก โดยอาศัยการย่อยสลายจากจุลินทรีย์ นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างเก็บขยะมูลฝอยแล้ว ยังไม่เป็นภาระต่อสังคม ไม่ต้องเสียเวลาในการขุดหลุมฝัง แถมยังได้ปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใส่ต้นไม้ในบ้าน ช่วยประหยัดอีกต่อหนึ่งด้วย

การทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารมีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ

1.เศษอาหาร เช่น เศษข้าว เศษผัก เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ก้างปลา เศษหมู ขนมปัง ฯลฯ ที่เหลือจากการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน ร้านอาหาร โรงอาหาร หรือโรงครัว เมื่อนำมาทำปุ๋ยหมักจะใช้เฉพาะส่วนที่เป็นกาก จึงต้องแยกน้ำที่อยู่ในเศษอาหารออกก่อน หากเศษอาหารมีขนาดใหญ่ก็สับให้มีขนาดเล็กลง

ปุ่๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.จุลินทรีย์ ควรเป็นประเภทที่ใช้ออกซิเจน จะช่วยให้ไม่ส่งกลิ่นเหม็นและไม่ทำให้เกิดน้ำเสีย แหล่งจุลินทรีย์ที่หาได้ง่ายคือมูลสัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น มูลวัว มูลไก่ มูลหมู มูลม้า มูลแพะ ซึ่งมีจุลินทรีย์หลายประเภทและจำนวนมาก เช่น เชื้อราแอคติโนมัยซีตส์ (Actinomycetes) ช่วยให้กระบวนการย่อยสลายเศษอาหารกลายเป็นปุ๋ยหมักได้เร็วขึ้น

ปุ่๋ยหมักเศษอาหาร จุลินทรีย์

Advertisement

3.เศษใบไม้ ช่วยให้เศษอาหารมีความโปร่งพรุน ไม่อัดแน่นจนเกินไป ทั้งยังมีธาตุคาร์บอนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์

ปุ๋ยหมักเศษอาหาร เศษใบไม้

เมื่อเตรียมส่วนประกอบพร้อมแล้ว ก็มาทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารกัน

ปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในถังพลาสติก

วิธีทำ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

1.เตรียมถังหมักพลาสติกพร้อมฝาปิดขนาด 20 ลิตร โดยใช้เหล็กร้อน ๆ เจาะรูรอบถังเพื่อใช้เป็นช่องระบายอากาศ แล้วพันด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันแมลงวันมาวางไข่และสร้างความรำคาญ

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

2.ใส่เศษอาหาร มูลสัตว์ และเศษใบไม้ อย่างละ 1 ส่วนลงในถัง ผสมคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วปิดฝา ระยะแรกไม่ต้องเติมน้ำเนื่องจากเศษอาหารมีความชื้นสูง หากวันถัดไปมีเศษอาหารอีกก็ผสมมูลสัตว์และเศษใบไม้ในอัตราส่วนเดิม ใส่ลงในถังได้อีก

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร จุลินทรีย์

3.ใช้ไม้คนส่วนผสมให้คลุกเคล้ากันทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ในช่วง 3-10 วันแรกอาจมีความร้อนเกิดขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์คายความร้อนออกมาเพื่อทำปฏิกิริยาย่อยสลาย หากความชื้นลดลงเกือบแห้ง ควรพรมน้ำเพิ่ม

วิธีทำ ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

4.ใช้เวลาประมาณ 30 วัน จะได้ปุ๋ยหมักในปริมาตรที่ลดลงร้อยละ 40 หากปุ๋ยยังมีความชื้นอยู่ ควรงดพรมน้ำและปล่อยให้แห้งสนิท เพื่อให้จุลินทรีย์หยุดการย่อยสลาย ปุ๋ยหมักที่ได้จะมีสีดำคล้ำ เปื่อยยุ่ย มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบา และไม่มีกลิ่นเหม็น

Tips

  • ชุมชนขนาดใหญ่ เช่น โรงเรียน วัด เรือนจำ สำนักงาน หรือสถานที่ราชการ จะมีเศษอาหารเหลือทิ้งปริมาณมากในแต่ละวัน จึงควรใช้ภาชนะหมักขนาดใหญ่ขึ้น อาจใช้ถังเหล็กขนาดพอเหมาะหรือดัดแปลงถังพลาสติกทรงกลมรี เจาะรูที่ฝาปิดเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ปิดทับด้วยตะแกรงเพื่อป้องกันแมลงวัน แล้วพลิกกลับเศษอาหารโดยกลิ้งถังไปมาก็ได้
  • สามารถใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เมตรเป็นภาชนะหมักได้ แล้วใส่ใบไม้แห้ง ตามด้วยเศษอาหาร แล้วใส่ใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วทับอีกครั้ง ระหว่างหมักกองปุ๋ยจะยุบตัวลง ก็สามารถนำเศษอาหารและใบไม้แห้งที่ย่อยแล้วมาเททับเป็นชั้น ๆ ได้เรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 30 วันก็ได้ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร บ่อซีเมนต์

ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์อีกชนิดที่ได้จากการหมักวัสดุเหลือทิ้งที่เป็นสารอินทรีย์บางชนิด โดยนำวัสดุเหล่านั้นมากองรวมกัน รดน้ำให้ชื้น ทิ้งไว้ให้เกิดการย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ จากนั้นจึงนำไปปรับปรุงดิน ซึ่งนอกจากการทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัวเรือนแล้ว ยังมีปุ๋ยหมักจากวัสดุอินทรีย์อื่น ๆ อีกมากมายที่หาได้ง่ายในแต่ละท้องถิ่นให้ลองไปทำกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหมักจากวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเห็ด ปุ๋ยหมักจากชานอ้อย ปุ๋ยหมักจากผักตบชวา ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยหมักปลา น้ำหมักชีวภาพ ฯลฯ

สามารถอ่านวิธีทำและใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพได้เพิ่มเติมจากหนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุงOrganic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

หนังสือชุดคู่มือการเกษตร เรื่อง ปุ๋ยอินทรีย์ (ฉบับปรับปรุง) Organic fertilizer โดย รองศาสตราจารย์มุกดา สุขสวัสดิ์

เรื่อง อังกาบดอย

ภาพ : คลังภาพสำนักพิมพ์บ้านและสวน

ภาพประกอบ : ชูเกียรติ สลักคำ

Cr : https://www.baanlaesuan.com

เกษตรสุรินทร์ปลื้ม ทำเกษตรอินทรีย์ได้รับ PGS เพิ่มผลผลิตมีราคาสูง

การรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ทำนา ปลูกพืชผักขายแค่ในชุมชนมีรายได้พออยู่พอกิน หลังจากได้รับการส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ เข้ามาให้องค์ความรู้ แนะนำการทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องและได้มาตรฐาน จนเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน PGS เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตมีราคาสูงขึ้น เจริญงอกงามมากขึ้น ทำให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นางกัญญา อ่อนศรี เกษตรกรบ้านทัพไทย ต.ทมอ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องการเข้าสู่ระบบ PGS นั้น ที่เราส่งเสริมเป็นหลักคือ การทำอินทรีย์ ซึ่งอย่างแรกต้องมีความเข้าใจเรื่องการปรับปรุงดินก่อน โดยเมื่อปรับปรุงดินหลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ก็จะมีการส่งเสริมการปลูก ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ปอเทือง ถั่วพร้า ซึ่งเป็นทางสหกรณ์ทัพไทยเองเรารับซื้อคืนด้วย ไม่ว่าจะเป็นถั่วเขียวถั่วดำ ถั่วลิสง อันนี้เรารับซื้อคืน แต่ส่วนของถั่วพร้า จะมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มอื่นมารับซื้อ นอกจากนี้กลุ่มเรายังขายข้าวสารด้วย เดือนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าตัน โดยส่งให้กับกลุ่มบริษัทที่มีการสั่งซื้อยอดจำนวนมาก คือเดือนหนึ่ง 4-5 ตัน และกลุ่มโรงแรม เดือนหนึ่งประมาณ 20 กว่าตัน ขอขอบคุณสถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ ที่ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งซุปเปอร์ พด. เมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสด วัสดุปรับปรุงดิน(โดโลไมท์) อีกทั้งให้องค์ความรู้ในการจัดการจัดอบรมฝึกให้เกษตรกร สามารถตรวจแปลงในระบบ PGS ได้ ทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

นายทองอยู่ เข็มม่วง นักวิชาการเกษตร สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ กล่าวว่า สถานีพัฒนาที่ดินสุรินทร์ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้กับทางกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผลิตปุ๋ยหมัก ได้สนับสนุนเชื้อจุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 1 สำหรับปรับปรุงดิน อีกตัวหนึ่งคือ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ตัวนี้ใช้จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด 2 มาเป็นตัวจุลินทรีย์ในการเร่งการผลิตให้ทางกลุ่มด้วย ทั้งยังสนับสนุนปุ๋ยพืชสดประเภทพืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วพร้า ปอเทือง พร้อมแนะนำส่งเสริมการไถกลบตอซัง ทำให้มีการปรับปรุงดินในทิศทางที่ดีขึ้น

“เกษตรกรมีความหลากหลายในการทำการเกษตร มีการปลูกพืชต่างๆ เลี้ยงไก่ เลี้ยงวัว และมีตลาดที่ชื่อว่าตลาดสีเขียว นับว่าเป็นศูนย์รวมพืชผักอินทรีย์ของเกษตรกรชาวสุรินทร์ โดยร้านที่อยู่ในกลุ่มจะมีจุดสังเกตง่ายๆ คือจะมีผ้าคลุมโต๊ะและร่มสีเขียว เป็นที่มาของคำว่าตลาดสีเขียว เกษตรกรจะนำผลผลิตไปขายทุกเช้าวันเสาร์ ซึ่งนอกจากจะทำเกษตรผสมผสานแล้ว ยังมีการทำนา ปลูกข้าวเป็นหลัก และกลุ่มนี้มีความเข้มแข็งสามารถผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานจนต่อยอดสู่การมีตลาดทั้งในและต่างประเทศ แต่ส่วนมากขายในประเทศเป็นหลักประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และส่งออก 10 เปอร์เซ็นต์ ลูกค้าจะมีการสั่งออเดอร์มายังกลุ่มและกลุ่มจะทำการแพ็กและจัดส่งให้กับลูกค้า โดยมีความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งสินค้า ทางกลุ่มมีโรงสีข้าวและต่อยอดหารายได้เพิ่มจากการขายแกลบได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย” นายทองอยู่ กล่าว.

Cr : https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1625931